แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เอริคเซน กับบทบาทใหม่ที่เขาจะนำมาสู่ แมนยู - OPINION

ชิดชนก เชอร์มา
facebooktwitterreddit

หลังได้แต่เฝ้ามองคู่แข่งร่วมลีกเปิดตัวแข้งใหม่กันเป็นว่าเล่น ในที่สุดมันก็ถึงทีของ เอริค เทน ฮาก กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บ้างแล้ว - โดยหลังเพิ่งจะจับ ไทเรลล์ มาลาเซีย แบ็คซ้ายจาก เฟเยนูร์ด มาชูเสื้อหมาดๆ ตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาใกล้จะได้ตัว คริสเตียน เอริคเซน มาร่วมทีมเป็นรายที่สองแล้ว

กองกลางวัย 30 ปี หักอก โธมัส แฟรงค์ และได้บรรลุข้อตกลงในการย้ายมายัง โอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยสัญญายาว 3 ปี และมันก็ผ่านไป 13 เดือนเข้าไปแล้วนับจากที่เขาประสบกับภาวะหัวใจล้มเหลวในทัวร์นาเม้นต์ ยูโร 2020

เอริคเซน ลงเล่นให้กับ เบรนท์ฟอร์ด 11 นัด และสร้างผลกระทบอย่างมหาศาลด้วยการพาพวกเขาชนะ 7 จาก 10 นัดที่ได้ลงเป็นตัวจริงพร้อมพาอดีตต้นสังกัดจบอันดับที่ 13 โดยไม่ต้องดิ้นรนหนีตกชั้นเลยแม้แต่น้อย

นั่นคือกับสโมสรน้องใหม่ของเมื่อฤดูกาลที่แล้ว สโมสรที่ไร้ซึ่งแรงกดดันใดๆ แต่ในตอนนี้เมื่อเขาตัดสินใจย้ายข้ามฟากมาเล่นให้กับทีมที่มีเดิมพันสูงอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด เขาจะนำอะไรมาสู่สโมสรใหม่ของเขาได้บ้าง?


Christian Eriksen, Mauricio Pochettino
Liverpool v Tottenham Hotspur - Premier League / Robbie Jay Barratt - AMA/GettyImages

กลับไปที่ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ในยุคของ โปเช็ตติโน เอริคเซน ยืนประจำการอยู่ข้างหลัง แฮร์รี่ เคน ในแผนการเล่น 4-2-3-1 พร้อมหาโอกาสแทงทะลุช่องหรือยิงไกลเองตามสมควร

ขณะที่กั อินเตอร์ มิลาน ภายใต้การทำทีมของ อันโตนิโอ คอนเต้ กับแผนการเล่น 3-5-2 ที่มีมิดฟิลด์สามคน เอริคเซน จะเคลื่อนที่มากกว่าเดิมทั้งขึ้นหน้าและถอยหลังลงไปหน้าแผงแบ็คโฟร์แต่บทบาทยังคงเป็นการสร้างสรรค์โอกาสไม่มีเปลี่ยน

ล่าสุดกับ เบรนท์ฟอร์ด เขาจะถ่างออกไปเล่นบอลทางซ้ายมากเป็นพิเศษเพื่อคอยผ่านบอลยาวขวางสนามข้ามแนวรับของคู่แข่งไปให้กับกองหน้าของทีม

Christian Eriksen
Brentford v Southampton - Premier League / Marc Atkins/GettyImages

นับจากเกมเดบิวต์ของเขากับ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ 2-0 เมื่อ เอริคเซน ถูกส่งลงสนามมา แฟรงค์ ได้ปรับแผนการเล่นจากหลังสามมาเป็น 4-3-3- เพื่อให้แข้งชาว เดนมาร์ก สามารถงัดศักยภาพของตัวเองออกมาได้สูงสุด

ตั้งแต่นั้นเขาจะมี คริสเตียน นอร์การ์ด และ วิตาลี ยาเนลท์ คอยรับบทบอดี้การ์ดปกป้อง เอริคเซน จากกองกลางของฝั่งตรงข้ามเพื่อปล่อยให้เขาได้โฟกัสเรื่องการแจกจ่ายบอลไปรอบๆ

จากการมีอัตราการสัมผัสบอลสูงที่สุดในทีมที่ 73.6 ครั้งต่อเกม มันชัดเจนว่า แฟรงค์ ต้องการให้ เอริคเซน เป็นหัวใจในแดนกลางของทีม ให้บอลต้องผ่านเขาก่อนเสมอในทุกๆเกมบุก

Edson Alvarez, Ryan Gravenberch
PEC Zwolle v Ajax - Dutch Eredivisie / Soccrates Images/GettyImages

เมื่อหันมามองที่ อาแจ็กซ์ ของ แทน ฮาก ในฤดูกาลที่ผ่านมากับแผนการเล่น 4-2-3-1 ที่มี ไรอัน กราเวนเบิร์ช กับ เอ็ดสัน อัลวาเรซ เป็นกองกลางสองคน โดยที่ชาว เม็กซิกัน จะรับหน้าที่ตัวแทงค์ให้กับ กราเวนเบิร์ช ที่ปัจจุบันกลายร่างเป็นแข้ง เสือใต้ แล้วได้เดินเกมขึ้นไปอย่างอิสระ และมี สตีเฟน เบิร์กฮุยส์ ยืนสูงขึ้นไปเป็นตัวปั้นเกม

บ่อยครั้ง กราเวนเบิร์ช ก็จะถ่างไปยืนสูงขึ้นเทียบเท่ากับ เบิร์กฮุยส์ ในฝั่งซ้ายของสนาม จนเหมือนเป็นรูปแบบ 4-3-3 เลยก็มิปาน เพราะฉะนั้นหากว่ากันตามตรง มันคงจะจินตนาการไม่ยากเลยว่า เอริคเซน อาจจะได้รับบทบาทเดียวกับ กราเวนเบิร์ช ใน ยูไนเต็ด โดยอาจจะยืนอยู่ข้างกับ เฟร็ด หรือ แม็คโทมิเนย์ คนใดคนหนึ่ง

การได้เขามายืนแทน ป็อกบา จะช่วยยกระดับทีมได้แน่นอน เพราะมันก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่ากองกลางดีกรีแชมป์โลกนั้นลีลาจัดขนาดไหน ลีลาในที่นี้หมายถึงกว่าจะออกบอลได้แต่ละที ทั้งม้วน ทั้งหมุนทั้งวนไปวนมาอยู่นั่นแหละจนบ่อยครั้งก็เสียบอลไปเองเฉยเลยก็มี - ส่วนแข้งวัย 30 นั้นเป็นสไตล์เล่นบอลง่ายๆอยู่แล้ว บอลสไตล์ ดัตช์ ที่เขาเล่นมากว่าค่อนชีวิต บอลแบบที่เขากำลังจะติดตั้งให้กับ ยูไนเต็ด แบบในคลิปข้างล่างนี้แหลt

นอกจากนี้การเล่นลูกตั้งเตะของพวกเขาก็คงจะอันตรายขึ้นด้วย เพราะเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด มีอัตราการทำได้ 1 ประตูจากทุกๆ 36 ครั้งที่ได้เล่นบอลจากลูกตั้งเตะ ส่วน เบรนท์ฟอร์ด เมื่อ เอริคเซน เข้ามาแล้ว อัตราอยู่ที่เพียงแค่ 20 กว่าครั้งเท่านั้น แถมจาก 4 แอสซิสต์ที่เขาทำได้ ครึ่งหนึ่งยังมาจากลูกเซ็ตพีซอีกต่างหาก


facebooktwitterreddit