[FEATURE] คุ้มหรือไม่คุ้ม ! กว่า 1 พันล้านที่เสียไปกับ แมนฯ ยูไนเต็ด หลังยุค เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

Nov 21, 2020, 2:13 AM GMT+7
Mata-Zlatan-Maguire
Mata-Zlatan-Maguire
facebooktwitterreddit

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใช้เงินไปแล้วกว่า 1 พันล้านปอนด์ใน ตลาดซื้อขายนักเตะ นับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือไปเมื่อปี 2013

ในช่วงเวลานั้นมีการเซ็นสัญญากับผู้เล่นมากถึง 37 ราย จากผู้จัดการทีม 4 คน แต่กลับคว้าถ้วยรางวัลไปได้เพียง 3 ใบเท่านั้น

พวกเขาคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ และ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก อย่างละครั้งจาก 7 ซีซั่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการถดถอยอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่หมดยุคของ เฟอร์กูสัน

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็เป็นอีกทีมที่ใช้เงินทะลุ 1 พันล้านปอนด์ ถ้าวัดเฉพาะในช่วงเวลาเดียวกันแต่พวกเขาได้แชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย, เอฟเอ คัพ 2 สมัย และลีก คัพ อีก 5 สมัย

ใช่ว่า ป๋า จะเป็นผู้วิเศษที่นำใครมาก็ประสบความสำเร็จไปหมด ยังจำ เบเบ้ หรือ โอแบร์กตอง ได้ไหม อย่างไรก็ดีแผนการเสริมทัพในการดูแลของ เอ็ด วูดเวิร์ด ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเป็นพิเศษ

 เราจะมาเทียบกันว่าจากกุนซือทั้ง 4 คนนี้ ใครประสบความสำเร็จใช้เงินเพื่อเติมแกร่งของทีมไปมากกว่ากัน

เดวิด มอยส์ (2013-2014)

David Moyes
Manchester United v Tottenham Hotspur - Premier League | Michael Regan/Getty Images

มอยส์ อาจจะเป็นถึง 'เดอะ โชเซน วัน' หรือผู้ถูกเลือกโดย ป๋า เอง แต่ตลอดช่วงเวลา 10 เดือนของเขามันทำให้เห็นว่าอดีตกุนซือขรัวเฒ่าของ ปีศาจแดง ได้ทำพลาดอย่างมหันต์

ยูไนเต็ด พยายามจะสร้างยอดทีมขึ้นมาด้วยการนำเข้าผู้เล่นอย่าง แกเร็ธ เบล, โทนี โครส, เมซุต โอซิล และ ซามี เคดิรา มาสู่สโมสร ก่อนจะลงเอยด้วยการคว้า มารูยาน เฟลไลนี ศิษย์เก่าของ มอยส์ มาด้วยค่าตัวที่แพงเกินจริง ตามมาด้วย ฆวน มาต้า ในช่วงตลาดหน้าหนาว

ทั้งคู่อยู่กับสโมสรมาอย่างยาวนาน โดยรายแรกย้ายไปในปี 2019 ส่วนรายหลังยังคงอยู่มาถึงปัจจุบัน แต่ผู้จัดการที่พาพวกเขาเข้ามากลับต้องโดนไล่ออกไปในเดือนเมษายน 2014 เซ่นความอ่อนประสบการณ์ของ วูดเวิร์ด ในตลาดซื้อขายผู้เล่น

นักเตะที่ถูกซื้อเข้ามาโดย เดวิด มอยส์ : มารูยาน เฟลไลนี่ (เอฟเวอร์ตัน, 29 ล้านปอนด์), ฆวน มาต้า (เชลซี, 40 ล้านปอนด์)

หลุยส์ ฟาน กัล (2014-16)

Louis van Gaal
Manchester United v Arsenal - Premier League | Matthew Ashton - AMA/Getty Images

ด้วยความพยายามจะกลับไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ให้ได้ ประกอบกับบทเรียนอันล้ำค่าจากการไม่ได้เสริมทัพอย่างเหมาะสมในฤดูกาลก่อน หลุยส์ ฟาน กัล ผู้จัดการมากประสบการณ์จัดแจงทุ่มเงินไป 175 ล้านปอนด์ ในครั้งเดียวเพื่อหวังจะสร้างทีมขึ้นมาใหม่

ดีลที่สร้างความฮือฮาสุดคงหนีไม่พ้นการพรากตัว อัลเคล ดิ มาเรีย มาจาก เรอัล มาดริด ด้วยสนนราคาอยู่ที่ 67.5 ล้านปอนด์ ตามมาด้วย ลุค ชอว์ แบ็คซ้ายดาวรุ่งซึ่งถูกจับตามองจากหลายสโมสรในลีก อันเดร์ เอร์เรร่า จาก แอธเลติก บิลเบา, มาร์กอส โรโฮ และ ดาเลย์ บลินด์ สองปนวรับฟอร์มแรงใน ฟุตบอลโลก 2014 พ่วงด้วยการยืมตัว ราดาเมล ฟัลเกา มาจาก โมนาโก

ดิ มาเรีย ถูกนำเข้ามาเพียงเพราะข้อเสนอมันดีเกินกว่าจะปฎิเสธลงได้ โดย ฟาน กัล เองยังออกมายอมรับเลยว่า ปีกชาว อาร์เจนตินา ไม่ใช่เป้าหมายแรกในใจเขา ฟัลเกา อีกหนึ่งบิ๊กเนมก็ไม่ประสบความสำเร็จหลังทำไปได้เพียง 4 ประตู จาก 29 นัด

เอร์เรรา และ บลินด์ ยังถือว่าเป็นการเซ็นสัญญาอันสมน้ำสมเนื้อ ส่วน ชอว์ กับ โรโฮ ยังเป็นนักเตะ ปีศาจแดง มาจนถึงทุกวันนี้ โดยแข้ง อาร์เจนไตน์ เคยทำผลงานได้ดีอยู่ระยะหนึ่ง ตอนนี้เขากำลังจะอาลาทีมแล้ว ขณะที่ ชอว์ อาจเผชิญหน้ากับอาการบาดเจ็บ แต่เขาก็ยังแสดงให้เห็นถึงคุณภาพ และยึดตำแหน่งตัวจริงได้จนถึงปัจจุบัน

Anthony Martial, Simon Mignolet
Manchester United v Liverpool - Premier League | Shaun Botterill/Getty Images

หลังพาทีมไปเล่นฟุตบอล ยุโรป ได้ตามเป้าหมาย กุนซือชาวดัตช์ใช้เงินมือเติบอีกครั้งเพื่อนำเข้ากองหน้าดาวรุ่งอย่าง มาร์กซิยาล มาด้วยราคา 54 ล้านปอนด์ รวมไปถึง เมมฟิส เดปาย อีก 30 ล้านปอนด์

ในแดนกลางพวกเขาไปคว้าตัว มอร์กาน ชไนเดอร์ลิน และ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ เข้ามารวมกัน 40 ล้านปอนด์ และ มัตเตโอ ดาร์เมียน แบ็คขวา ชาว อิตาเลียน 16 ล้านปอนด์

ด้วยผู้เล่นอันสดใหม่และเปี่ยมด้วยคุณภาพ ฟาน กัล กลับเลือกจะเล่นฟุตบอลแบบสมัยโบราณจนไม่สามารถทำผลงานได้ตามที่ควรจะเป็น พวกเขาจบฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ซึ่งเป็นถ้วยรางวัลใบแรกนับตั้งแต่หมดยุค เฟอร์กี้

ในกลุ่มแข้งเหล่านั้น มีเพียง มาร์กซิยาล รายเดียวที่ยืนหยัดอยู่ในมาจนถึงทุกวันนี้ แม้กองหน้าชาว ฝรั่งเศส จะมีปัญหาเรื่องความคงเส้นคงวา แต่เขาก็ยิงให้ ต้นสังกัด ได้ถึง 73 ประตู

นอกจากนั้นทุกคนถูกเลหลังออกไปโดย โจเซ มูรินโญ

นักเตะที่ถูกซื้อเข้ามาโดย หลุยส์ ฟาล กัล : อังเคล ดิ มาเรีย (เรอัล มาดริด, 67.5 ล้านปอนด์), ลุค ชอว์ (เซาธ์แฮมป์ตัน, 33.75 ล้านปอนด์), อันเดร์ เอร์เรรา (แอธ. บิลเบา, 32.4 ล้านปอนด์), มาร์กอส โรโฮ (สปอร์ติ้ง ลิสบอน, 18 ล้านปอนด์), ดาเลย์ บลินด์ (อาแจ็กซ์, 15.75 ล้านปอนด์), ราดาเมล ฟัลเกา (โมนาโก, ยืมตัว), บิคตอร์ บัลเดส (ฟรี), อองโตนี มาร์กซิยาล (โมนาโก, 54 ล้านปอนด์), มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน (เซาธ์แฮมป์ตัน, 31.5 ล้านปอนด์), เมมฟิส เดอปาย (พีเอสวี, 30.6 ล้านปอนด์), มัตเตโอ ดาร์เมียน (โตริโน่, 16.2 ล้านปอนด์), บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ (บาเยิร์น, 8.1 ล้านปอนด์), เซร์คิโอ โรเมโร (ซามพ์โดเรีย, ฟรี)

โจเซ มูรินโญ (2016-2018)

TOPSHOT-FBL-EUR-C1-JUVENTUS-MAN UTD
TOPSHOT-FBL-EUR-C1-JUVENTUS-MAN UTD | ISABELLA BONOTTO/Getty Images

ตอน มูรินโญ เข้ามา ทุกคนคิดว่า ยูไนเต็ด เจอผู้จัดการที่เหมาะสมเสียที

โจเซ เป็นคนตรงไปตรงมาและรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เงิน 166 ล้านปอนด์ถูกจ่ายออกไปอย่างรวดเร็วในช่วงสัปดาห์แรกของเขา กับการคว้าตัว พอล ป็อกบา มาด้วยราคาสถิติโลก เฮนริคห์ มคิทาร์ยาน ในราคา 30 ล้านปอนด์ และ เอริค ไบญี ที่จำนวนเท่ากัน ตามมาด้วย ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่ต้องแลกมาด้วยค่าเหนื่อยมหาศาล

มูรินโญ เริ่มต้นได้แบบอย่างสวยหรู เมื่อเขาพาคว้าแชมป์ ลีก คัพ และ ยูโรปา ลีก พร้อมคืนสถานะ แชมเปี้ยนส์ลีก ให้ ยูไนเต็ด อย่างไรก็ดีการเซ็นสัญญากับผู้เล่นชุดแรกของเขา ดูจะมีเพียงกองหน้าชาว สวีเดน เท่านั้นที่แฟนๆมองว่าคุ้มค่า

มูรินโญ พร้อมเปย์หนักอีกครั้งเมื่อมีถ้วย 2 ใบช่วยหนุนหลังเขาอยู่

Romelu Lukaku
Manchester United v Chelsea FC - Premier League | Matthew Ashton - AMA/Getty Images

โรเมลู ลูกากู มาจาก เอฟเวอร์ตัน ด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ เนมานยา มาติช มาจาก เชลซี สโมสรเก่าของ โจเซ 40 ล้านปอนด์ พร้อมสยบข่าวไม่กินเส้นกันไปเสียสนิท แถมยังมี วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ ราคา 31.5 ล้านปอนด์

แน่นอนไม่มีใครลืม อเล็กซิส ซานเชส ได้ลง เขาย้ายมาโดยเรียกร้องค่าเหนื่อยระดับครึ่งล้านต่อสัปดาห์ แต่ก็ทำผลงานได้ไม่สมราคาเอาเสียเลย

พวกเขาเข้าใกล้แชมป์ด้วยการจบอันดับ 2 บนตารางคะแนน และไม่มีอะไรจะหยุด มูรินโญ จากการใช้จ่ายอย่างบ้าคลั่งอีกคราด้วยการคว้าตัว เฟร็ด กองกลางที่ใช้เวลาปรับตัวอยู่นาน ก่อนนายใหญ่ชาว โปรตุเกส จะถูกไล่ออกในเดือนธันวาคม ท่ามกลางข่าวลือว่าเขามีปัญหากับผู้เล่นบางคน

นักเตะที่ถูกซื้อเข้ามาในโดย มูรินโญ : พอล ป็อกบา (ยูเวนตุส, 89 ล้านปอนด์), เฮนริค มคิทาร์ยาน (ดอร์ทมุนด์, 30 ล้านปอนด์), เอริค ไบญี (บียาร์เรอัล, 30 ล้านปอนด์), ซลาตัน อิบราฮิโมวิช (เปแอสเช, ฟรี), โรเมลู ลูกากู (เอฟเวอร์ตัน, 75 ล้านปอนด์), เนมานยา มาติช (เชลซี, 40 ล้านปอนด์), วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ (เบนฟิก้า, 31.5 ล้านปอนด์), อเล็กซิส ซานเชส (อาร์เซนอล, สลับตัว), มาเตจ์ โควาร์ (สโลวัคโก้, ฟรี), เฟร็ด (ชัคตาร์ โดเนตส์ค, 52 ล้านปอนด์), ดีโอโก้ ดาโลท์ (ปอร์โต้, 19.8 ล้านปอนด์), ลี แกรนท์ (สโต๊ค, 1.5 ล้านปอนด์)

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา (2018-ปัจจุบัน)

FBL-ENG-PR-MAN UTD-CARDIFF
FBL-ENG-PR-MAN UTD-CARDIFF | ANDREW YATES/Getty Images

การเข้ามาของ โซลชา เปลี่ยนแนวทางการซื้อผู้เล่นของสโมสรด้วยการเน้นให้โอกาสผู้เล่นดาวรุ่งมากขึ้นและเสริมเฉพาะจุดตำแหน่งต้องการ

ยูไนเต็ด ต้องการผู้นำในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ค และ แฮร์รี แม็คไกวร์ ก็เข้ามาในราคา 80 ล้านปอนด์ แอรอน วาน-บิสซาก้า มาจาก คริสตัล พาเลซ ก็ทำได้ดีมาก ขณะที่ แดเนียล เจมส์ จาก สวอนซี น่าจะทำได้ดีกว่านี้

Bruno Fernandes
Manchester United v Wolverhampton Wanderers - Premier League | Matthew Ashton - AMA/Getty Images

บรูโน แฟร์นันเดส กับราคา 47 ล้านปอนด์ดูจะแพงเกินไปในตอนแรก ก่อนเขาจะพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นดีลคุ้มค่าสุดในรอบหลายปีของ ยูไนเต็ด เลย

แต่เมื่อฤดูกาลใหม่เริ่มต้นอีกครั้ง นโยบายการเสริมทัพของสโมสรก็ถูกตั้งคำถามแทบจะในทันที พวกเขาต้องการเซ็นเตอร์อีกสักคนแต่ก็ไม่ได้ใครมาเลย หรืออย่างการไม่ยอมปิดดีลกับ ฮาแลนด์ และ ซานโช สองผู้เล่นซึ่งกำลังเฉิดฉายอยู่กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

ดอนนี ฟาน เดอ เบ็ค จาก อาแจ็กซ์ เหมือนเป็นการเซ็นสัญญาที่ดี แต่มันก็ทำให้ โซลชา ยิ่งต้องต้องปวดหัวกับการเลือกใช้ผู้เล่นตรงกลางสนาม

อาหมัด ดิยัลโล และ ฟากุนโด้ เปลิสตรี ยังเป็นเพียงอนาคต ขณะ อเล็กซ์ เตลเลส เข้ามาเพื่อแย่งตำแหน่งกับ ลุค ชอว์

พวกเขารอจนถึงช่วงสุดท้ายก่อนปิดตลาดซื้อ-ขายเพื่อคว้าตัว เอดินสัน คาวานี มา ทั้งๆที่เขาเป็นผู้เล่นไร้สังกัดมาหลายเดือนแล้ว

ทั้งหมดนี้ไม่สามารถทำให้แฟนบอลรู้สึกมั่นใจได้เลยว่า ปีศาจแดง ของพวกเขาจะมีซีซั่นที่ดี และตำแหน่งของ โซลชา ก็ยังอยู่ในความกดดันอย่างมาก

นักเตะที่ถูกซื้อเข้ามาโดย โซลชา : แฮร์รี แม็กไกวร์ (เลสเตอร์, 80 ล้านปอนด์), แอรอน วาน-บิสซาก้า (คริสตัล พาเลซ, 50 ล้านปอนด์), แดเนียล เจมส์ (สวอนซี, 18 ล้านปอนด์), บรูโน แฟร์นันเดส (สปอร์ติ้ง ลิสบอน, 67 ล้านปอนด์), โอเดียน อีกาโล (เซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว, ฟรี), ดอนนี ฟาน เดอ เบ็ค (อาแจ็กซ์, 39 ล้านปอนด์), อเล็กซ์ เตลเลส (ปอร์โต้, 13.5 ล้านปอนด์), ฟากุนโด้ เปลิสตรี (เปนญารอล, ฟรี), เอดินสัน คาวานี (ฟรี)

บวกกับ อาหมัด ดิยัลโล่ (อตาลันต้า, 18.9 ล้านปอนด์) ที่จะเข้ามาในเดือนมกราคม

แล้วใครถือว่าประสบความสำเร็จมากที่สุด

FBL-ENG-PR-MAN UTD-CRYSTAL PALACE
FBL-ENG-PR-MAN UTD-CRYSTAL PALACE | RICHARD HEATHCOTE/Getty Images

จากผู้เล่น 37 คนตลอด 7 ปี มีผู้เล่นเพียงแค่หยิบมือเดียวเท่านั้นที่เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าประสบความสำเร็จ

ไม่มีใครเลยใน 4 คนนี้ที่ทำได้ใกล้เคียงกับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทั้งในแง่ของผลงานและการเซ็นสัญญากับผู้เล่น

ฟาน กัล กับ มูรินโญ อาจจะสูสีกันในแง่ของความล้มเหลวจากการคัดเลือกผู้เล่นเข้ามา แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังคว้าถ้วยรางวัลมาให้ สโมสร ได้บ้าง โดยต้องไม่ลืมว่าทั้งคู่ทุ่มเงินไปมากโขเพื่อแลกกับผู้เล่นราคาแพง

พูดว่า โซลชา ในตลาดซื้อขายครั้งก่อนหน้าถือว่าประสบความสำเร็จก็คงจะไม่ผิดอะไร เพราะทั้ง บรูโน และ แม็คไกวร์ คงจะเป็นคีย์แมนไปได้อีกอย่างยาวนาน

แต่ซัมเมอร์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป คือความล้มเหลวอย่างแท้จริง แน่นอนว่ามันไม่ใช่ความผิดของ โซลชา แค่คนเดียว แต่ วูดเวิร์ด ต้องรับผิดชอบด้วย และแม้จะมีการใช้เงินไปร่วม 1 พันล้านปอนด์แล้ว แต่ ปีศาจแดง ก็ยังดูห่างไกลจากการพาทีมกลับไปอยู่ในจุดเดิมเสียเหลือเกิน

สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น! *ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด

facebooktwitterreddit