แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

5 จุดที่ควรปรับเสริมเติมแต่งเพื่อให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ฟื้นคืนชีพ - FEATURE

Chatchawal Chatsuwanvilai
FBL-EUR-C3-VILLARREAL-MAN UTD
FBL-EUR-C3-VILLARREAL-MAN UTD / KACPER PEMPEL/Getty Images
facebooktwitterreddit

กลายเป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่ว่างเปล่าของ "ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด เพราะไม่มีความสำเร็จติดมือมานานถึง 4 ปีแล้วด้วย แม้จะมีลุ้นคว้าแชมป์สโมสรยุโรปจากการผ่านเข้าถึงนัดชิง ยูฟ่า ยูโรปาลีก ได้เป็นครั้งที่ 2 ต่อจากหนแรกที่ได้ชูถ้วยแชมป์รายการนี้มาแล้วเมื่อปี 2017 แต่กลับทำได้ดีที่สุดเพียงแค่รองแชมป์เท่านั้น โดยพลาดท่าแพ้ "เรือดำน้ำ" บียาร์เรอัล ทีมดังจากสเปนในช่วงดวลจุดโทษตัดสินนั่นเอง และเป็นได้เพียงแค่รองแชมป์ พรีเมียร์ลีก อีกด้วย จึงเข้าป้าย "ดับเบิ้ลรองแชมป์" จากการสวมบทเป็น "พระรอง" ทั้ง 2 รายการนี้ไปเลย

หากตัดปัญหาเรื่องนอกสนามที่เกี่ยวข้องกับ "ตระกูลเกลเซอร์" ในฐานะเจ้าของสโมสรที่โดนแฟนบอลประท้วงขับไล่จากการบริหารงานได้แบบไม่เข้าตาเอาเสียเลย เพราะจ้องแต่จะหาผลประโยชน์ในเรื่องของเงินๆ ทองๆ ทางธุรกิจมาโดยตลอด และมาโฟกัสเรื่องของฟุตบอลที่เกี่ยวข้องกับผลงานในสนามจากเมื่อช่วงซีซั่นที่ผ่านมาเป็นหลัก ทำให้พบว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีอย่างน้อยถึง 5 จุดที่ควรปรับเสริมเติมแต่งโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ "ปีศาจแดง" ฟื้นคืนชีพกลับมามีลุ้นตามล่าความสำเร็จในช่วงฤดูกาลหน้ากันต่อไป


เอาให้ชัดว่าใครคือนายด่าน "มือหนึ่ง"

Dean Henderson, David De Gea
Manchester United v Liverpool: The Emirates FA Cup Fourth Round / Laurence Griffiths/Getty Images

เริ่มจากจุดแรกเลยก็คือเรื่องของ ผู้รักษาประตู เนื่องจากกุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เกิดอาการรักพี่เสียดายน้องมาโดยตลอด จึงไม่มีการฟันธงว่าจะให้ใครสวมบทเป็น "มือหนึ่ง" แบบตัวตายไปเลย เพราะเลือกที่จะให้ ดาบิด เด เคอา นายทวารทีมชาติสเปน กับ ดีน เฮนเดอร์สัน นายด่านรุ่งน้องทีมชาติอังกฤษ สลับกันลงสนามไปยืนเฝ้าเสาในการแข่งขันรายการต่างๆ นั่นเอง แม้ว่าอยากจะให้ผู้เล่นในทุกคนมีการแข่งขันเพื่อแย่งกันลงสนามไปตามผลงานที่ปรากฎ แต่สำหรับผู้เล่นในตำแหน่งนี้ควรจะชี้ชัดไปเลยว่าใครเหมาะสมกับการยืนเล่นเป็นตัวจริงมากที่สุด เพื่อให้คนที่ถูกเลือกไว้แล้วได้มีสมาธิสำหรับการเซฟตาข่ายได้แบบเต็มที่ และไม่ต้องคอยกังวลใจว่าตัวเองจะเกิดความผิดพลาดขึ้นเมื่อไร ซึ่งจะส่งผลต่อสถานะตัวจริงรวมถึงเรื่องของความมั่นใจไปด้วยนั่นเอง


หากองหลังใหม่เป็นคู่ขา "แม็คไกวร์"

Victor Lindelof, harry maguire
Manchester United v AS Roma - UEFA Europa League / Alex Livesey - Danehouse/Getty Images

ส่วนอีกหนึ่งจุดก็คือกองหลังในตำแหน่ง "เซ็นเตอร์แบ็ค" แม้จะมีให้เลือกใช้งานได้ถึง 4 ราย ไล่ตั้งแต่ วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ, เอริค ไบญี่, อักเซล ทวนเซเบ้ รวมถึง แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ในฐานะกัปตันทีม แต่ 3 รายแรกกลับโชว์ฟอร์มแบบผีเข้าผีออกอยู่เป็นประจำ ถ้านัดไหนเล่นดีก็จะเจ๋งเป้งไปเลย แต่ถ้านัดไหนฟอร์มหลุดก็จะออกทะเลไปไกลเลยเหมือนกัน ทำให้เหลือเพียงแค่ แม็คไกวร์ ที่พอจะให้ทำหน้าที่เป็นนายใหญ่ในแนวรับได้เลย จึงควรจะคว้ากองหลังตัวใหม่เข้ามาเสริมตรงจุดนี้อีกสักหนึ่งราย และจะต้องเป็นพวกกองหลังที่มีฝีเท้าไว้ใจได้ในระดับหนึ่ง เพื่อให้มาจับคู่เล่นร่วมกับกัปตันทีมได้แบบไม่ต้องระแวงเรื่องความผิดพลาดที่เกิดจากตัวบุคคลอีกต่อไป แม้ว่าอาจจะต้องยอมลงทุนจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้ตัวพวกแข้งเป้าหมายที่มีราคาสูงเหมือนอย่างที่ตกเป็นข่าวกับหลายคนเลยก็ตาม


ต้องมีนักเตะ "เลือดนักสู้"

W.Ham v Man.Utd
W.Ham v Man.Utd / Shaun Botterill/Getty Images

อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องเอ่ยถึงด้วยก็คือ "ปีศาจแดง" ในยุคปัจจุบันแทบจะไม่มีนักเตะเลือด "นักสู้" ที่พร้อมตะโกนโหวกแวกโวยวายคอยสั่งเพื่อนร่วมทีมเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ฮึดสู้ในยามที่ตกเป็นรองทีมคู่แข่ง หากย้อนหลังกลับไปในยุคของตำนานกุนซืออย่าง "เฟอร์กี้" เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะเห็นได้ว่ามีผู้เล่นประเภทนี้เต็มไปหมดเลย โดยเฉพาะในยุคทศวรรษ 90 ไม่ว่าจะเป็น ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล, แกรี่ เนวิลล์, รอย คีน, พอล สโคลส์ รวมถึง เอริค คันโตน่า ซึ่งพร้อมสวมบทบาทนี้ตามแบบฉบับของ "ลูกพี่ใหญ่" ในทุกเกมเลย แต่ในยุคนี้แทบจะไร้นักเตะที่มีคาแรคเตอร์แบบนี้เลยด้วย และแต่ละคนก็จ้องที่จะก้มหน้าก้มตาเล่นแบบไม่มีปากมีเสียงกันไป จึงจำเป็นต้องมองหานักเตะหน้าใหม่ที่มีบุคลิกแบบนี้เข้ามาเสริมทัพเอาไว้ด้วยก็ดีเหมือนกัน


เสริมแนวรุกตรง "ปีกขวา"

Jonjo Shelvey, Mason Greenwood
Manchester United v Newcastle United - Premier League / Robbie Jay Barratt - AMA/Getty Images



ขณะที่เรื่องของแนวรุกยังคงมีปัญหาอีกหนึ่งจุดที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขเสียที นั่นก็คือ "ปีกขวา" เพราะว่าขาดแคลนผู้เล่นในตำแหน่งมานานแล้ว แม้จะพยายามปลุกปั้น เมสัน กรีนวู้ด แข้งดาวรุ่งจากทีมเยาวชนให้ยืนเล่นตรงนี้อยู่เป็นประจำ หรือว่าตัดสินใจขยับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ให้โยกจากฝั่งซ้ายมาช่วยทำหน้าที่ในหลายๆ เกมด้วย แต่อย่าลืมว่าทั้งสองคนดังกล่าวไม่ได้ถนัดกับการยืนเล่นในตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก หลังแจ้งเกิดมาจากการสวมบทเป็นกองหน้าอาชีพนั่นเอง จึงถึงเวลาที่ควรจะซื้อปีกขวาแบบธรรมชาติเข้ามาเสริมทัพได้แล้ว และอาจจะต้องยอมจ่ายเงินค่าตัวแบบแพงๆ เสียด้วย เพื่อดึงพวกนักเตะฝีเท้าดีเหมือนอย่างที่ตกเป็นข่าวว่าเล็งเอาไว้หลายคนเลย


ฤาจะต้องเปลี่ยนตัว"กุนซือ"

Ole Gunnar Solskjaer, Michael Carrick
Manchester United v Liverpool - Premier League / Pool/Getty Images

ปิดท้ายเรื่องของ "กุนซือ" เสียหน่อย แม้ว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จะสามารถปลุกปั้นทีมชุดนี้ให้มีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้แบบต่อเนื่อง หลังจากที่อยู่คุมทัพมานานกว่า 2 ปีแล้ว นับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามารับงานนี้ต่อจาก โจเซ่ มูรินโญ่ ยอดโค้ชชาวโปรตุกีสที่ถูกไล่ออกไปในช่วงปลายปี 2018 แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลยก็คือโค้ชชาวนอร์เวย์มีปัญหาเรื่องของการตัดสินใจแก้เกมในสถานการณ์ที่ต้องการเป็นฝ่ายชนะ โดยเฉพาะเรื่องของการเปลี่ยนตัวผู้เล่นที่มักจะให้พวกแข้งสำรองลงสนามในช่วงท้ายเกมอยู่เป็นประจำ จึงมีเวลาน้อยเกินไปสำหรับการช่วยให้ทีมพลิกกลับมาคว้าชัยได้เหมือนอย่างที่หวังนั่นเอง และเป็นโค้ชที่ไม่ค่อยจะออกมายืนตรงบริเวณข้างสนามเพื่อกระตุ้นลูกทีมเสียเท่าไรนัก โดยเลือกที่จะนั่งดูลูกทีมแบบนิ่งๆ เสียมากกว่า ทำให้โดนครหาว่า "ฝีมือไม่ถึง" มาได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว โดยบรรดาแฟนบอลได้เริ่มส่งเสียงให้มีการเปลี่ยนตัวกุุนซือไปเลยดีกว่า แต่คาดว่าบอร์ดบริหารจะไม่ปลดออกจากตำแหน่งค่อนข้างแน่ เพราะมีทีท่ายังคงไว้ใจฝีมือของโค้ชวัย 48 ปีอยู่เหมือนเดิม

นี่คืออย่างน้อย 5 จุดที่ควรปรับเสริมเติมแต่งของ แมนฯ ยูไนเต็ด เพื่อจะได้กลับมามีลุ้นคว้าแชมป์บนสังเวียนแข้งกันอีกครั้ง ถ้าไม่อยากประสบความสำเร็จเพียงแค่เรื่องของ "แชมป์หญ้าสวย" เหมือนอย่างที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ได้เลือกให้คว้ารางวัลสนามแข่งขันยอดเยี่ยมที่สุดในศึกพรีเมียร์ลีกจากเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา


สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น! *ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด

facebooktwitterreddit