[SEASON RATING] ตัดเกรดแข้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตลอดฤดูกาล พรีเมียร์ลีก 2019/20

FBL-ENG-PR-LEICESTER-MAN UTD
FBL-ENG-PR-LEICESTER-MAN UTD | OLI SCARFF/Getty Images

ในที่สุดก็จบลงอย่างสมบูรณ์แล้วสำหรับศึก พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019/20 อันสุดแสนจะยาวนาน ซึ่งสำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องบอกว่าสร้างเซอร์ไพรส์ช่วงโค้งสุดท้ายได้พอสมควรเลยทีเดียว ด้วยการเบียด เลสเตอร์ ซิตี้ กลับมาเข้าป้ายท็อป 4 ได้สำเร็จ ชนิดที่แฟน ๆ บางส่วนอาจจะเลิกคาดหวังกันไปบ้างแล้วตั้งแต่เห็นสภาพทีมช่วงครึ่งแรกของฤดูกาล

และแน่นอนต้องยกเครดิตให้กับ โอเล กุนนาร์ โชลชา และ เหล่าขุนพลปีศาจแดงเกือบ 30 ชีวิต ที่ร่วมกันฟันฝ่าล้มลุกคลุกคลานจนในที่สุดก็สามารถบรรลุเป้าหมายอย่างที่มันควรจะเป็น ซึ่งตลอด 38 นัดที่กรำศึกกันมาอย่างยาวนานนั้น เราจะมาลองวิเคราะห์และย้อนดูกันว่า นักเตะคนใดทำผลงานได้น่าพอใจหรือน่าผิดหวังกันบ้าง ตลอด 1 ปีเต็มที่ผ่านมา...

ผู้รักษาประตู

38 นัดใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ โอเล กุนนาร์ โซลชา ยกสัมปทานทั้งหมดทุกวินาทีให้กับ ดาบิด เด เคอา เป็นผู้รับผิดชอบ ด้วยผลงาน 13 คลีนชีท และเสียไปทั้งสิ้น 36 ประตู แม้ว่าจะดูดีขึ้นมากว่าในฤดูกาลก่อน แต่ต้องบอกว่ายังห่างไกลกับช่วงพีคของเจ้าตัวอยู่มาก อีกทั้งยังมีความผิดพลาดส่วนบุคคลออกมาให้เห็นเป็นระยะบ้างตลอด 38 นัดที่ผ่านมา จนถึงขนาดช่วงท้ายฤดูกาลมีข่าวว่าทีมเริ่มจะมองหานายทวารคนใหม่เข้ามาแทนที่อยู่บ้าง สรุปภาพรวมแม้จะไม่ใช่ฤดูกาลที่เลวร้ายของเขา แต่ก็ยังไม่ใกล้เคียงกับช่วงที่ดีที่สุด เพราะฉนั้นจึงขอให้คะแนนที่ - 6.5/10

ด้าน เซร์คิโอ โรเมโร ส่วนมากจะได้รับโอกาสในฟุตบอลถ้วยอย่างรายการ ยูโรปา ลีก เอฟเอ คัพ และ คาราบาว คัพ แต่ก็มีประเด็นดราม่าอยู่เล็กน้อยที่ โซลชา กลับเปลี่ยนมาใช้ เด เคอา ลงเล่นแทน โรเมโร ในเกม เอฟเอ คัพ รอบ 4 ทีมสุดท้าย ซึ่งเห็นได้ชัดถึงความไม่ไว้วางใจของนายใหญ่ชาว นอร์เวย์ ที่มีต่อนายทวารมือสองรายนี้ โดยภาพรวมของประตูชาวอาร์เจนไตน์รายนี้ ลงสนามให้กับทีมไป 15 เกมรวมทุกรายการ เสียไปเพียง 4 ประตู และเก็บได้ถึง 11 คลีนชีทด้วยกัน แม้จะได้ลงเล่นในรายการรอง ๆ แต่เมื่อได้ลงเฝ้าเสาผลงานก็ทำได้ค่อนข้างคงเส้นคงวา ดังนั้น 6.5/10 จึงดูไม่มากเกินไปสำหรับเจ้าตัวในฤดูกาลนี้

กองหลัง

เรามาเริ่มกันที่กองหลังกัปตันทีมดีกรีค่าตัวแพงที่สุดในโลกอย่าง แฮร์รี แม็คไกวร์ ที่แม้การได้ตัวเขามานั้น ทีมจะดูดีกว่ายุคที่ใช้ ฟิล โจนส์ จับคู่กับ สมอลลิง แต่ต้องบอกว่าด้วยค่าตัวที่แพงสุด ๆ แฟนหลายคนคงอดไม่ได้ที่จะนำไปเปรียบกับสตาร์ของ ลิเวอร์พูล อย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ซึ่งคงต้องยอมรับจริง ๆ ว่า แม็คไกวร์ ในปีนี้ยังไม่สามารถสร้างมาตรฐานที่สูงขนาดนั้นได้ แถมกัปตันทีมรายนี้ยังพอจะมีข้อผิดพลาดให้เห็นอยู่บ้างในช่วงหลังโดยเฉพาะเรื่องการประกบตัวผู้เล่น แต่อย่างไรก็ตามซีซั่นนี้เป็นเพียงปีแรกของเจ้าตัวกับทีม ไม่แน่ว่าฤดูกาลหน้าอาจจะมีอะไรดี ๆ ให้เราเห็นมากกว่านี้ก็เป็นได้ – 7/10

ด้านคู่หูของเขา วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ ก็จัดว่ายังคงสามารถรักษามาตรฐานการเล่นที่ดีในระดับปานกลางเอาไว้ได้ ซึ่งแม้จะเป็นปีแรกที่ทั้งสองคนจับคู่กัน แต่ทั้งสองคนก็สามารถประสานงานร่วมกันได้ได้ค่อนข้างดี อย่างไรก็ตามหนึ่งปัญหาที่ยังดูจะแก้ไม่หายของปราการหลังชาวสวีเดนรายนี้ก็คือ จุดอ่อนในลูกกลางอากาศที่มักจะมีข้อผิดพลาดให้เห็นเสมอเวลาต้องรับมือกับลูกโยนยาวของคู่แข่ง – 7/10

Harry Maguire, Victor Lindelof
Manchester United v Sheffield United - Premier League | Michael Regan/Getty Images

ในตำแหน่งแบ็คขวาปีนี้สัมปทานตกเป็นของ อารอน วาน บิสซาก้า ไปแบบเน้น ๆ ทั้งที่พึ่งจะย้ายมาร่วมทีมได้เป็นปีแรก แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมและคุ้มค่า เพราะด้วยผลงานอันโดดเด่นโดยเฉพาะในเกมรับ จากลูกสะกัดท่าไม้ตายที่สามารถหยุดแนวรุกที่ว่าแน่มาแล้วนักต่อนัก แถมความเร็วและความแข็งแกร่งของเจ้าตัวมีประโยชน์อย่างมากกับทีมตลอด 38 นัดที่ผ่านมา – 8/10

Aaron Wan-Bissaka, James McCarthy
Crystal Palace v Manchester United - Premier League | Pool/Getty Images

ฝั่งซ้ายแม้ในช่วงแรกของฤดูกาล ลุค ชอว์ จะได้รับบาดเจ็บยาวร่วม 3 เดือน จนเสียตำแหน่งไปให้ “จารยัง” แต่หลังจากกลับมาในช่วงเดือนธันวาคมเจ้าตัวก็กลับมายึดตำแหน่งตัวจริงได้สำเร็จ แถมยังมีฟอร์มการเล่นที่ค่อนข้างแน่นอนและไว้ใจได้ ซึ่งบ่อยครั้งก็เคยถูกจับไปยืนเป็นเซ็นเตอร์ในยามที่ทีมใช้แผนหลัง 3 แม้จะไม่ใช่ตำแหน่งโดยธรรมชาติ แต่ก็จัดว่าสามารถเล่นได้อย่างไม่เนียนตา และแทบไม่มีข้อผิดพลาดส่วนบุคคลให้เห็น – 7/10

ด้านตัวสำรองอย่าง เอริค ไบญี ฟิล โจนส์ มาร์กอส โรโฮ ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ อักเซล ตวนเซเบ้ และ ดิเอโก้ ดาโลต์ ไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับทีมในฤดูกาลนี้มากนัก จัดไปคนละ - 5/10


เกือบลืมดาวรุ่งอีกหนึ่งรายที่แจ้งเกิดกับทีมในฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ นั่นก็คือ แบรนดอน วิลเลียมส์ แบ็คซ้ายวัย 19 ปี ที่ได้รับโอกาสให้ลงสนามบ่อยครั้งในฤดูกาลนี้ และก็จัดว่าทำได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว แม้ดูจะมีอีกหลายอย่างต้องพัฒนา แต่เจ้าตัวก็ดูจะมีอนาคตที่สดใสในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด พอสมควร ด้วยการที่นายใหญ่อย่าง โซลชา ดูจะเชื่อมั่นในตัวหนุ่มน้อยรายนี้อยู่พอสมควร ต้องมาดูกันว่าฤดูกาลหน้า วิลเลียมส์ จะสามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาจนมีบทบาทโดดเด่นกับทีมได้หรือไม่ – 6.5/10

Brandon Williams
Aston Villa v Manchester United - Premier League | Alex Livesey - Danehouse/Getty Images

กองกลาง

เริ่มกันที่ชายผู้ปิดทองหลังพระอย่าง เนมันยา มาติช ที่ดูเหมือนจะเรียกฟอร์มที่ดีกลับมาได้อีกครั้งในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง จากที่ช่วงแรกตกตกเป็นตัวสำรองมาโดยตลอดบวกกับมีอาการบาดเจ็บที่เข้ามารบกวน แต่หลังจากเจ้าตัวฟิตเต็มร้อยก็กลับมาสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงในทีมกลับมาได้สำเร็จ ด้วยความขยันวิ่งไล่บอลที่ดูจะมีมากขึ้นและประสบการณ์อันล้นเหลือ ทำให้เขาเป็นกองกลางที่เล่นโดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในทีมช่วงหลัง – 7/10

ด้านอดีตตัวความหวังอันดับ 1 อย่าง พอล ป็อกบา ที่ฤดูกาลนี้เจ็บยาวและพึ่งจะกลับมาลงสนามได้ต่อเนื่องในช่วงที่ฟุตบอลกลับมาทำการแข่งขันต่อนั้น ช่วงแรกหลายคนคงตั้งความหวังไว้สูงว่าเขานั้นจะมาสร้างสรรค์เกมในแดนกลางร่วมกับ บรูโน ได้อย่างสวยงามเนียนตา แต่แล้วในความเป็นจริงมันกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น บ่อยครั้งที่เจ้าตัวถูกกลืนหายไปกับเกม และไม่สามารถสร้างอิมแพคให้กับทีมได้อย่างที่ควรจะเป็น ยิ่งไปกว่านั้นก็มักมีจะหวะเล่นพลาดทำเสียบอลกลางสนามง่าย ๆ ให้เห็นค่อนข้างบ่อยอีกด้วยในช่วงหลัง – 6/10

และก็มาถึงคิวของซุเปอร์สตาร์ “เดอะแบก” ตัวจริงของทีมอย่าง บรูโน เฟอร์นันเดส ที่นอกจากจะย้ายมาเป็นทุกอย่างของทีมแล้ว การมาของเขานั้นส่งผลให้เพื่อนร่วมทีมดูจะทำผลงานได้ดีขึ้นมาพร้อม ๆ กัน ซึ่งการที่คน ๆ เดียวสามารถพลิกสถานการณ์ของทีมได้ขนาดนี้เป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อ จนในที่สุดเขาก็สามารถพาทีมจบอันดับ 3 ได้สำเร็จ อย่างไรก็ตามดูเหมือนทีมจะใช้งานเขามากจนเกินไปด้วยการส่งลงสนามแทบจะทุกเกมจนช่วงหลังเห็นได้ชัดถึงความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดและส่งผลมาถึงฟอร์มการเล่น – 10/10

Paul Pogba, Bruno Fernandes
Manchester United v Southampton FC - Premier League | Pool/Getty Images

ส่วนดาวรุ่งลูกหม้อของทีมอย่าง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ที่ตอนแรกก็ยืนเป็นตัวหลักของทีมอยู่ดี ๆ ดันมาเจ็บและทำให้ถูก มาติช ยึดตำแหน่งตัวจริงไป แถมการมาของ บรูโน ยังส่งผลให้พื้นที่ในการจะได้ลงเล่นของเข้ายิ่งลดลง แต่ช่วงที่เขายืนหนึ่งเป็นตัวจริงของทีมแม้ว่าผลงานโดดรวมของสโมสรจะไม่ดี แต่ผลงานส่วนตัวจัดว่าไม่ธรรมดา ด้วยความขยันเติมเกมวิ่งขึ้นวิ่งลงอยู่ตลอดเวลา แถมยังมีทีเด็ดจากลูกยิงไกลนอกกรอบที่มักจะลุ้นเป็นประตูได้อยู่เสมออีกด้วย – 7/10

ด้าน เฟร็ด ก่อนหน้านี้ก็เคยยึดตำแหน่งตัวจริงของทีมมาโดยตลอดเช่นกัน แถมยังได้รับคำชมค่อนข้างเยอะในด้านฟอร์มการเล่นที่ดูจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับทีมได้มากขึ้นและมีความขยันไล่บอลในแดนกลาง แต่น่าเสียดายหลังจากที่ ป็อกบา หายเจ็บกลับมา ทำให้เขาต้องจำใจนั่งตบยุงอยู่ข้างสนามมาโดยตลอดนับตั้งแต่ โปรเจค รีสตาร์ท กลับมาลงฟาดแข้งกันอีกครั้งเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา – 6.5/10

ในรายของ เจมส์ การ์เนอร์ อังเคล โกเมส ทาฮิธ ชอง และ ฆวน มาต้า ดูจะไม่อยู่ในแผนการทำทีมของ โอเล กุนนาร์ โซลชา ในฤดูกาลนี้ แม้ว่ารายหลังจะถูกส่งลงสนามอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนจะไม่สามารถตอบโจทย์ของผู้จัดการทีมได้ – 5/10

และในที่สุดก็มาถึง 2 เพลย์เมกเกอร์ที่แฟน ๆ ปีศาจแดง รักและหวงแหนมากที่สุดอย่าง เจสซี ลินการ์ด และ อันเดรียส เปเรย์รา ที่สามารถเรียกเสียงจากแฟนบอลได้ทุกครั้งเมื่อได้ลงสนามพร้อมกับสถิติยิงได้คนละ 1 ประตูในลีก โดยเฉพาะลินการ์ดที่เป็นผู้ยิงปิดท้ายให้ทีมในซีซั่นนี้ไปได้อย่างงดงาม – 5.5/10

FBL-ENG-PR-LEICESTER-MAN UTD
FBL-ENG-PR-LEICESTER-MAN UTD | CARL RECINE/Getty Images

กองหน้า

มาร์คัส แรชฟอร์ด พัฒนาตัวเองขึ้นมาในฤดูกาลนี้โดยเฉพาะฟอร์มการถล่มประตูที่ทำได้มากถึง 17 ประตูกับอีก 8 แอสซิสต์ แม้ว่าในจำนวนนั้นจะเป็นลูกจุดโทษถึง 6 ประตูก็ตาม โดยช่วงครึ่งฤดูกาลแรกที่ทีมทำผลงานไม่ดีนัก ก็มีเขานี่แหละที่เป็นความหวังสูงสุดในการทำประตู ด้วยทักษะและความเร็วที่หาตัวจับได้ยากทำให้ปีนี้ แรชฟอร์ด สามารถยิงประตูได้มากที่สุดในอาชีพการค้าแข้งของเขาเลยทีเดียว แต่ก็น่าเสียดายที่อาการบาดเจ็บทำให้เข้าต้องพักยาวตั้งแต่ช่วงปีใหม่เป็นต้นมา มิฉนั้นเจ้าตัวอาจยิงประตูทะลุ 20 ลูกในฤดูกาลนี้ก็เป็นได้ – 8/10

ด้าน อ็องโตนี มาร์กซิยาล ที่ช่วงครึ่งแรกของซีซั่นถูกวิจารณ์เรื่องฟอร์มการเล่นอยู่พอสมควร รวมถึงมีปัญหาอาการบาดเจ็บ จน 18 เกมแรกเจ้าตัวยิงไปได้เพียง 4 ประตูเท่านั้น แต่แล้วพอเข้าช่วงครึ่งปีหลัง หัวหอกชาวฝรั่งเศสรายนี้แทบจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนด้วยการซัดเพิ่มไปอีก 13 ประตู จนกระทั่งจบฤดูกาลทำไปทั้งสิ้น 17 ประตูกับอีก 9 แอสซิสต์ ซึ่งต้องบอกว่าฟอร์มการถล่มประตูของเขานั้นมาได้ถูกจังหวะถูกที่ถูกเวลาเอามาก ๆ จนในที่สุดก็สามารถช่วยให้ทีมคว้าอันดับ 3 มาครองได้สำเร็จ – 8/10

ส่วนดาวรุ่งไฟแรงอย่าง เมสัน กรีนวูด ที่เดิมทีได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวหลักในฟุตบอลถ้วยเสียมากกว่า ส่วนในลีกมักจะถูกเก็บไว้เป็นซุเปอร์ซัพที่คอยลงมาเพื่อเปลี่ยนเกม และก็มักจะทำประตูให้ทีมได้อยุ่บ่อยครั้ง กระทั่งช่วงพักเบรกหนีโควิท เหมือนกับว่า กรีนวูด นั้นพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น แม้การมีส่วนร่วมกับเกมจะมีไม่มาก แต่เมื่อไหร่ที่เจ้าตัวได้บอล ก็มักจะมีทีเด็ดให้เห็นอยู่เสมอ ด้วยความเร็ว ความเฉียบคมทั้งเท้าซ้ายและขวา บวกกับความมั่นใจที่เกินอายุ ทำให้เจ้าตัวถล่มไปได้ถึง 10 ประตูในลีกฤดูกาลนี้เลยทีเดียว – 7/10

Partizan Belgrade v Manchester United: Group L - UEFA Europa League
Partizan Belgrade v Manchester United: Group L - UEFA Europa League | Srdjan Stevanovic/Getty Images

กลับกันในขณะที่ กรีนวูด เล่นได้อย่างโดดเด่นในช่วงท้ายของฤดูกาล คนที่ฟอร์มตกลงไปอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเดียวกันนี้ก็คือ แดเนียล เจมส์ ที่ช่วงต้นปีฟอร์มจัดว่าโดดเด่นเป็นอย่างมากด้วยการซัด 3 ประตูจาก 4 เกมแรก พร้อมกับสปีดต้นที่เร็วปานจรวดที่สามารถวิ่งแข่งกับใครก็ได้ในลีก เป็นปรากฎการณ์ที่สร้างความคาดหวังให้กับแฟน ๆ ปีศาจแดง ว่าเข้าจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวความหวังให้กับทีมได้ แต่น่าเสียดายที่หลังจากนั้นเจ้าตัวก็ทำประตูไม่ได้อีกเลยในลีกและฟอร์มก็ดูจะค่อย ๆ ดร็อปลงไปจนสุดท้ายต้องเสียตำแหน่งให้กับ กรีนวูด ในที่สุด – 6.5/10

ปิดท้ายกันที่หัวหอกที่ทีมยืมตัวมาจากแดนมังกรอย่าง โอเดียน อิกาโล ที่ช่วงแรกถูกคาดหวังว่าจะมายืนเป็นตัวหลักให้กับทีม แต่กลับถูก อ็องโตนี มาร์กซิยาล ที่เร่งฟอร์มขึ้นมาจนทำให้อดีตกองหน้าของ วัตฟอร์ด รายนี้ แทบไม่มีโอกาสลงเป็นตัวจริงเลยในเกม พรีเมียร์ลีก และต้องไปประจำการในส่วนของฟุตบอลถ้วยแทน ทำให้ครึ่งซีซั่นนี้เขายังไม่สามารถทำประตูในเกมลีกได้เลยแม้แต่ประตูเดียว – 6/10

สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น!*ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด