อาร์เซนอล

โรบิน ฟาน เพอร์ซี: ตามรอย 1 ในท็อป 20 ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาล พรีเมียร์ลีก

FIFA 2014 World Cup Qualifier - Netherlands v Hungary
FIFA 2014 World Cup Qualifier - Netherlands v Hungary / VI-Images/GettyImages
facebooktwitterreddit

หากให้นึกถึงนักเตะชาวฮอลแลนด์ในดวลใจแฟนบอล พรีเมียร์ลีก หลาย ๆ คน เชื่อว่าคงต้องมีชื่อของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี ดาวยิงที่เคยโด่งดังกับทั้ง อาร์เซนอล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ติดมาด้วยอย่างแน่นอน

และอย่างที่ทราบกันดีด้วยฝีเท้าอันยอดเยี่ยมบวกกันผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ทำให้ไม่น่าแปลกที่เาวยิงรายนี้ จะติด 1 ใน 20 ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลในยุค พรีเมียร์ลีก วันนี้เราจึงอย่างจะพาแฟน ๆ 90Min ทุกท่านย้อนกลับไปชมเส้นทางกว่าจะก้าวขึ้นมาสู่การเป็นหัวหอกแถวหน้าของโลกในยุคนั้นใน อันดับที่ 13 ของดาวยิงสูงสุดตลอดการ โรบิน ฟาน เพอร์ซี


จุดเริ่มต้น..

ฟาน เพอร์ซี เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1983 ที่เมืองร็อตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ สมัยยังเด็กพ่อแม่ของเขาอย่าร้างกันทำให้ โรบิน เป็นเด็กค่อนข้างจะมีปัญหาและมักจะก่อเรื่องทะเลาะเบาะแวงที่โรงเรียนอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้เขายังเป็นคนที่คลั่งไคล้ฟุตบอลสุด ๆ และมุ่งมั่นที่จะเป็นสุดยอดนักเตะให้ได้ แม้ว่าคุณพ่อของเขาต้องการจะให้ลูกชายเดินตามรอยเท้าการเป็นศิลปินก็ตาม

หนุ่มน้อย เพอร์ซี เริ่มอาชีพนักฟุตบอลอย่างเป็นทางการในปี 2001 กับการเซ็นสัญญาเข้าสู่ทีมเยาวชนของ เอ็กเซลซิเออร์ ก่อนที่ปีต่อมาจะย้ายไปเล่นกับ เฟเยนูร์ด สโมสรยักษ์ใหญ่ประจำเมืองบ้านเกิดของเขา แถมยังมีส่วนช่วยพาทีมเป็นแชมป์ ยูฟ่า คัพ ตั้งแต่ปีแรกที่ย้ายมาร่วมทีมอีกด้วย

ต่อมาด้วยพรสวรรค์อันยอดเยี่ยมบวกกับความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาฝีเท้า ทำให้ ฟาน เพอร์ซี กลายเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุด ณ เวลานั้น แต่ด้วยปัญหาพฤติกรรมนอกสนามที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนกุนซืออย่าง เบิร์ต ฟาน มาร์ไวก์ ตัดสินใจยอมปล่อยตัวเขาออกจากทีมไป และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเขากับการย้ายมาเล่นยังลีกเมืองผู้ดีนั่นเอง

Robin van Persie Portrait Session
Robin van Persie Portrait Session / VI-Images/GettyImages

โอกาสในเมืองผู้ดี

เดือนพฤษภาคมปี 2004 อาร์แซน เวงเกอร์ นายใหญ่ของ อาร์เซนอล ณ เวลานั้น จัดการเซ็นสัญญากับแข้งดาวรุ่งวัย 20 ปีรายนี้เข้าสู่ทีมด้วยค่าตัวเพียง 2.7 ล้านปอนด์ ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าตัวมักจะเล่นในตำแหน่งริมเส้น จนกระทั่งได้เห็นฟอร์มจบสกอร์ของเขาแล้ว เวงเกอร์ จึงมีไอเดียที่ต้องการจะปรับให้เขามาเป็นกองหน้าอย่างเต็มตัวในสีเสื้อของ ปืนใหญ่ นับจากนั้น

แม้ปีแรก ฟาน เพอร์ซีย์ จะประจำอยู่บนม้านั่งเสียเป็นส่วนใหญ่ในเกมลีก แต่เขาก็ยิงได้ถึง 10 ประตูรวมทุกรายการ และพาทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ มาครองได้ในที่สุด ก่อนที่ซีซั่นต่อมาเจ้าตัวกดไปอีก 11 ลูกในทุกรายการ ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจของแฟนบอล ปืนใหญ่ ไปได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าปีต่อ ๆ มา RVP จะถูกอาการบาดเจ็บเล่นงานบ่อยครั้ง แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถหยุดยั้งความร้อนแรงที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นของดาวยิงรายนี้ได้เลยแม้แต่น้อย

Arsenal's Robin Van Persie (R) celebrate
Arsenal's Robin Van Persie (R) celebrate / JIM WATSON/GettyImages

จุดสูงสุดกับสองยักษ์ใหญ่

หลังจากยึดตัวหลักในทีม อาร์เซนอล มาได้อย่างถาวรแล้ว ฤดูกาล 2011/12 ดูจะเป็นปีทองของเขากับ ปืนใหญ่ ด้วยผลงานการซัดไปถึง 30 ประตูกับ 13 แอสซิสต์ในลีก ก่อนจบซีซั่นด้วยผลงาน 37 ประตูรวมทุกรายการ แต่น่าเสียดายที่ทีมไม่สามารถคว้าแชมป์รายการใดมาครองได้เลยพร้อมกับทำได้เพียงแค่อันดับที่ 3 ในลีกเท่านั้น

กระทั่งหน้าร้อนปี 2012 ฝันร้ายของแฟนบอล ปืนใหญ่ ก็กลายเป็นจริง หลังจาก ฟาน เพอร์ซี ตัดสินใจอำลาสโมสรที่เติมโตมา เพื่อออกล่าความสำเร็จในอาชีพการค้าแข้งและก็เป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่คว้าตัวไปร่วมทีมด้วยค่าตัวเพียง 27 ล้านปอนด์เท่านั้น โดยในปีแรกที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด เขายังคงรักษาฟอร์มเก่งเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่องก่อนจะพาทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก มาครองสมใจอยากด้วยผลงาน 29 ประตู 15 แอสซิสต์

และนั่นทำให้ RVP ทำสถิติเป็นนักเตะที่คว้ารางวัลดาวซัลโวสูงสุดในลีกมาครองได้สองสมัยติดต่อกันในปี 2012 กับ อาร์เซนอล ที่ยิงไป 30 ลูกและ 2013 กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ 26 ประตูนั่นเอง

Robin Van Persie
Manchester United Premier League Winners Parade / Christopher Furlong/GettyImages

บั้นปลายของการเป็นตำนาน

หลังจากการประกาศวางมือของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผลงานในฤดูกาล 2013/14 ของ ฟาน เพอร์ซี ดูจะดร็อปลงไปพอสมควรเนื่องจากมีอาการบาดเจ็บรบกวนตลอดทั้งฤดูกาล แต่ก็ยังซัดไปได้ถึง 18 รวมทุกถ้วย ก่อนที่ปีต่อมากับ หลุยส์ ฟานกัล ผลงานจะตกฮวบลงไปอีกหลังยิงได้เพียง 10 ประตูในลีก จนทำให้ในที่สุดนายใหญ่ชาวฮอลแลนด์ตัดสินใจประกาศขายเขาออกจากทีมและนั่นหมายถึงทางแยกระหว่าง โรบิน และ ปีศาจแดง ในที่สุด

ซัมเมอร์ปี 2015 ฟาน เพอร์ซี ตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม เฟเนอร์บาห์เช ในลีกตุรกีด้วยค่าตัวเพียง 5 ล้านปอนด์ และแม้จะอายุปาเข้าไป 32 ปีแล้วแต่เขาก็ยังคงระเบิดฟอร์มเก่งยิงไปได้ถึง 22 ประตูในปีแรก และ 15 ประตูในปีที่สองที่แดนไก่งวง จนกระทั่งต้นปี 2017 เจ้าตัวตัดสินใจย้ายกลับไปเล่นในบ้านเกิดช่วงบั้นปลายการค้าแข้งซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็น เฟเยนูร์ด สโมสรเก่าของเขานั้นเอง โดยระยะเวลาแค่เพียงหนึ่งปีครึ่งกับทีมเขายิงไปได้ 25 ประตูก่อนจะตัดสินใจแขวนสตั๊ดปิดฉากอาชีพการค้าแข้งลงในช่วงกลางปี 2019 ที่ผ่านมา ปิดตำนานสุดยอดดาวยิงสูงสุดตลอดกาลทีมชาติฮอลแลนด์ไปอย่างยิ่งใหญ่พร้อมสถิติบนเวที พรีเมียร์ลีก ที่ฝากเอาไว้ถึง 144 ประตูจาก 280 นัดมากที่สุดตลอดกาลเป็นอันดับที่ 13 ของลีกเลยทีเดียว

Robin Van Persie
ADO Den Haag v Feyenoord - Dutch Eredivisie / Soccrates Images/GettyImages

สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น! *ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด

facebooktwitterreddit