ลิเวอร์พูล

ร็อบบี้ ฟาวเลอร์: ตามรอย 1 ในท็อป 20 ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาล พรีเมียร์ลีก

facebooktwitterreddit

"เดอะ ก็อด" คือฉายาที่สื่อและแฟน ๆ ลิเวอร์พูล ยกให้กับอดีตกองหน้าขั้นเทพอย่าง ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ชายผู้สาวก เดอะ ค็อป หลายคนยกให้เป็นอันดับหนึ่งในดวงใจตลอดกาล และแน่นอนด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมจึงไม่แปลกที่เขาจะติดโผในการจัดอันดับ 1 ใน 20 ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ พรีเมียร์ลีก ครั้งนี้

วันนี้เราจึงอยากจะพาแฟน ๆ 90Min ย้ายกลับไปชมเส้นทางของสุดยอดกองหน้าระดับตำนานของ หงส์แดง ที่ครั้งหนึ่งเคยมาค้าแข้งอยู่ที่ประเทศไทยกับ อันดับที่ 7 ร็อบบี้ ฟาวเลอร์...


เส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่

โรเบิร์ต เบอร์นาร์ด ฟาวเลอร์ เกิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 1975 เป็นเด็กในเมือง ลิเวอร์พูล มาแต่กำเนิด อาศัยอยู่ในย่าน ท็อกซ์ทีช และเป็นแฟนบอลตัวยงของทีม เอฟเวอร์ตัน มาก่อน

หลังจากเล่นในระดับสมัครเล่นและทีมไฮสคูลอยู่พักใหญ่ ปี 1991 ฟาวเลอร์ ในวัย 16 ปีได้ไปทดสอบฝีเท้าก่อนตัดสินใจย้ายเข้ามาเล่นให้กับทีมเยาวชนของ ลิเวอร์พูล และด้วยผลงานอันโดดเด่นเพียง 1 ปีต่อมาสโมสรก็จัดการมอบสัญญาอาชีพให้กับเขาอย่างเป็นทางการในที่สุด

หลังจาก ฟาวเลอร์ พาทีมชาติอังกฤษรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปีคว้าแชมป์ ยูโร เมื่อปี 93 ฤดูกาล 1993-94 เจ้าตัวก็ถูก แกรม ซูเนสส์ กุนซือ ณ เวลานั้นดันขึ้นมาเล่นกับทีมชุดใหญ่อย่างเต็มตัว ด้วยวัยเพียง 18 ปีแต่เขากลับทำผลงานได้อย่างโดดเด่นจนจบซีซั่นด้วยการทำไปถึง 18 ประตูรวมทุกรายการ และก้าวขึ้นมาเป็นขวัญใจคนใหม่ของแฟนบอล เดอะ ค็อป ได้อย่างรวดเร็ว แม้สุดท้ายทีมจะจบในอันดับที่ 8 ก็ตาม


จุดสูงสุดในวัย 19 ปี

หลังจากผลงานอันย่ำแย่ ลิเวอร์พูล จัดการเปลี่ยนผู้จัดการทีมโดยนำ รอย อีแวนส์ เข้ามาทำหน้าที่แทนและนั่นดูเหมือนจะทำให้ฟอร์มการเล่นของ ฟาวเลอร์ พัฒนาขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยการซัดไปถึง 31 ประตูรวมทุกรายการในปี 94-95 พร้อมพาทีมคว้าแชมป์ ลีก คัพ มาครองได้ในปีดังกล่าว แถมยังพ่วงสถิตินักเตะที่ทำแฮททริกได้เร็วที่สุดภายในเวลาเพียง 4 นาที 33 วินาที ก่อนที่จะมาถูกทำลายลงในอีก 20 ปีต่อมาโดย ซาดิโอ มาเน ที่ทำเอาไว้ 2 นาทีกับ 56 วินาทีในเกมที่ เซาแธมป์ตัน พบกับ แอสตัน วิลลา

เช่นเดียวกับฤดูกาล 95-96 ที่เจ้าตัวยังคงรักษาฟอร์มเก่งเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่องซัดไปทั้งสิ้น 36 ประตูให้ทีม และซีซั่นต่อมา 96-97 กดไปอีก 31 ลูกทำสถิติยิงเกิน 30 ประตู 3 ฤดูกาลติดต่อกัน ซึ่งเรียกได้ว่าช่วงนั้นเป็นยุคทองของแนวรุก หงส์แดง เลยก็ว่าได้เพราะมีสตาร์ดังอย่าง ฟาวเลอร์ โคลลีมอร์ เอียน รัช จอห์น บาร์นส และ แมคมานามาน ประจำการอยู่นั่นเอง


ข้อเสียของการแจ้งเกิดเร็วเกินไป

แต่แล้วในฤดูกาล 97-98 ด้วยชื่อเสียงที่กำลังโด่งดังสุด ๆ ทำให้ปัญหานอกสนามเริ่มเข้ามารบกวน โดยที่สื่อนำเสนอว่าเขาและเพื่อนร่วมทีมทำตัวเป็นเพลย์บอย เสเพล ขาดซ้อม รวมถึงสภาพร่างกายที่โดนอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าเล่นงานอย่างหนัก ทำให้พลาดการไปเล่นฟุตบอลโลกเมื่อปี 98 แต่ในแง่ของทีมการบาดเจ็บของ เดอะ ก็อด ก็ไม่ได้แย่นักเพราะนั่นเป็นการเปิดโอกาสให้หนุ่มน้อยนามว่า ไมเคิล โอเวน ได้มีพื้นที่แจ้งเกิดในปีนั้นนั่นเอง

ปีต่อ ๆ มาดูเหมือนว่าผลงานของเขาก็ค่อย ๆ ดร็อปลงไป แถมยังก่อวีรกรรมในสนามมากมาย ทั้งการถูกแบน 4 นัดและปรับเงินสูงถึง 60,000 ปอนด์ด้วยการแสดงท่าเสพโคเคนหลังจากยิงประตูใส่ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งท่าดีใจนั้นยังคงถูกสื่อต่าง ๆ หยิบมาล้อเลียนจนถึงทุกวันนี้ แถมต่อมายังโดนแบนอีก 2 เกมจากคดีไปล้อเลียน แกรม เลอโซซ์ และถูกปรับไปอีก 32,000 ปอนด์อีกด้วย

กระทั่งฤดูกาล 2000-01 แม้ผลงานส่วนตัวของเขาจะไม่โดดเด่นเด่นเหมือนในช่วงพีค ๆ แต่ก็จัดว่าเป็นกำลังสำคัญในการพาทีมคว้าทริปเบิลแชมป์ทั้ง ลีกคัพ เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า คัพ ที่เจ้าตัวมีส่วนร่วมกับการลงสนามในรอบชิงชนะเลิศทั้งสามรายการ พร้อมกับจบฤดูกาลด้วยผลงานรวม 17 ประตูในปีนั้น


จุดเริ่มต้นของการพเนจร

ต่อมาฤดูกาล 01-02 ฟาวเลอร์ ถูกดร็อปอยู่บนม้านั่งบ่อยครั้ง จนมีข่าวว่าเขามีความขัดแย้งกับทั้ง เชราร์ อูลลิเยร์ ผู้จัดการทีมและ ฟิล ทอมป์สัน สตาฟฟ์โค้ชของทีม ณ เวลานั้น แถมตำแหน่งหัวหอกในสโมสรก็มี โอเวน และ เฮสกีย์ ยึดตัวหลักเอาไว้อย่างเหนียวแน่น อีกทั้งด้วยสัญญาที่ใกล้จะหมดลงทำให้มีทีมดังอย่าง ลาซิโอ อาร์เซนอล รวมถึง ลีดส์ ยูไนเต็ด สนใจจะคว้าตัวเขาไปร่วมทีมแบบฟรี ๆ หลังจบฤดูกาล

จนกระทั่งช่วงหน้าหนาวปี 2001 ลิเวอร์พูล ตัดสินใจปล่อยตัวดาวยิงระดับตำนานของพวกเขาไปให้กับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ โดย ฟาวเลอร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อูลลิเยร์ เป็นคนบีบให้เขาจำใจต้องอำลาทีมในครั้งนี้ โดยในช่วงครึ่งฤดูกาลที่เหลือ ฟาวเลอร์ ยิงให้ ทัพยูงทอง ไป 12 ประตูพาทีมไปเล่นเพลย์ออฟในรายการ ยูฟ่า คัพ ได้สำเร็จ แถมยังติดทีมชาติไปลุยศึกฟุตบอลโลก 2002 แต่ก็ได้ลงสนามไปเพียงเกมเดียวเท่านั้นในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว

ฤดูกาล 2002-03 ฟาวเลอร์ ถูกอาการบาดเจ็บเล่นงานอีกครั้งจนแทบไม่ได้ลงสนามกับทีมเลยตลอดครึ่งซีซั่นแรก แถม ยูงทอง ณ เวลานั้นยังประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนักจนต้องโละนักเตะดังออกจากทีมหลายรายซึ่ง เดอะ ก็อด ก็เป็นหนึ่งในนั้น

เดือนมกราคมปี 2003 ฟาวเลอร์ ย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 3 ล้านปอนด์ และทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ช่วงครึ่งปีแรกในถิ่น ซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ ด้วยการยิงไปเพียง 2 ประตูจาก 13 นัดในลีก อย่างไรก็ตามฤดูกาล 03-04 แม้เจ้าตัวก็ยังคงมีปัญหาในเรื่องความฟิตอยู่บ้างแต่ผลงานโดยรวมก็ไม่ได้แย่ทำไปได้ 10 ประตูรวมทุกรายการ อีกทั้งในปีต่อมาเรียกได้ว่าเป็นปีที่ดีที่สุดของเขากับ เรือใบสีฟ้า ก็ว่าได้แม้เจ้าตัวจะพลาดจุดโทษจนทีมหมดโอกาสไปเล่น ยูฟ่า คัพ ในเกมสุดท้ายของฤดูกาล แต่ ฟาวเลอร์ ก็จบด้วยการเป็นดาวยิงสูงสุดของสโมสรในปีนั้นด้วยผลงาน 11 ประตู


หวนคืนสู่ แอนฟิลด์

ฤดูกาล 05-06 เจ้าตัวโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานอย่างหนักอีกครั้ง จนแทบไม่ได้ลงสนามให้กับ แมนฯ ซิตี้ เลย นั่นทำให้เดือนมกราคมปี 2006 ราฟา เบนิเตซ นายใหญ่ของ ลิเวอร์พูล ณ เวลานั้น ตัดสินใจคว้าตัวเขากลับสู่บ้านเก่าอีกครั้งแบบไร้ค่าตัว โดนแฟนบอล เดอะ ค็อป ต่างยินดีกับดีลนี้แม้ว่าจะอยู่ในช่วงท้ายของการค้าแข้งแล้วแต่อย่างไรก็ตาม ฟาวเลอร์ ก็คือตำนานของสโมสรที่แม้จะย้ายออกไปแล้วแต่ก็ยังสนับสนุนและเป็นแฟนบอลตัวยงคนหนึ่งของ หงส์แดง เสมอมา ซึ่งตลอด 18 เดือนในการกลับมาครั้งนี้เขาทำได้ 12 ประตูรวมทุกรายการ พร้อมพาทีมไปถึงตำแหน่งรองแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อปี 2007 ที่ผ่านมา


บั้นปลายของชายชื่อ ฟาวเลอร์

หลังจากนั้นในปี 2008 ฟาวเลอร์ ตัดสินใจเซ็นสัญญากับ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ใน เดอะแชมเปี้ยนชิพ แต่ด้วยปัญหาการบาดเจ็บทำให้เขาได้ลงสนามไปเพียง 16 เกมยิงได้ 6 ประตูในปี 2007-08 จนกระทั่งช่วงซัมเมอร์ปี 2008 แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส มอบสัญญาระยะสั้นให้เขาย้ายกลับมาเล่นบนลีกสูงสุดอีกครั้ง แต่ก็แทบไม่มีส่วนร่วมกับทีมเลยโดยได้ลงสนามไปเพียง 3 เกมในลีกเท่านั้น ก่อนที่ต้นปี 2009 ฟาวเลอร์ ตัดสินใจย้ายไปค้าแข้งในลีกออสเตรเลีย ซึ่งตลอดสองปีกับทั้ง นอร์ธเทิน ฟิวรี และ เพิร์ธ โกลรี้ เขาทำได้ค่อนข้างดียิงรวมกันถึง 18 ประตูใน เอลีก เลยทีเดียว

แต่แล้วในปี 2011 เกิดข่าวใหญ่ในวงการฟุตบอลไทยหลังจาก ฟาวเลอร์ ในวัย 36 ตัดสินใจเซ็นสัญญา 1 ปีกับ เมืองทอง ยูไนเต็ด ในฐานะนักเตะควบโค้ช เจ้าตัวทำประตูแรกให้ทีมในวันที่ 16 ตุลาคม 2011 ในเกมที่พบกับ เชียงราย และยิงประตูที่ 250 ในอาชีพการค้าแข้งได้สำเร็จนัดที่พบกับ ทีทีเอ็ม พิจิตร ก่อนที่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2012 เขาจะอำลาทีมไปพร้อมประกาศแขวนสตั๊ดในอีกไม่กี่เดือนต่อมา ปิดตำนาน เดอะ ก็อด กับผลงานอันยอดเยี่ยม 162 ประตูใน พรีเมียร์ลีก จากการลงเล่น 379 เกม มากที่สุดตลอดกาลเป็นอันดับที่ 7 เลยทีเดียว


สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น!*ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด

facebooktwitterreddit