พรีเมียร์ลีก

อาร์เซนอล 0-2 เชลซี: ชำแหละทุกประเด็นร้อนหลัง พรีเมียร์ลีก ลอนดอนดาร์บี้

Arsenal v Chelsea - Premier League
Arsenal v Chelsea - Premier League / Michael Regan/Getty Images
facebooktwitterreddit

การแข่งขัน: ฟุตบอล พรีเมียร์ลีกอังกฤษ 2021/22
วันแข่งขัน: วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม 2021
เวลาแข่งขัน: 22:30 น. ตามเวลาประเทศไทย
ผลการแข่งขัน: อาร์เซนอล 0-2 เชลซี
สนาม: เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม


ประเด็นหลังเกม อาร์เซนอล

1. การรักษาโมเมนตัมของบรรดาดาวรุ่ง อาร์เซนอล

Bukayo Saka, Jorginho
Arsenal v Chelsea - Premier League / Shaun Botterill/Getty Images

แม้ฝีเท้าและความสามารถของบรรดาดาวรุ่งของ อาร์เซนอล ที่ก้าวขึ้นมามีส่วนร่วมกับทีมชุดใหญ่หลายรายจะไร้ซึ่งข้อกังขาใดๆ จากสิ่งที่พวกเขาพิสูจน์ให้เห็นอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ยังเป็นปัญหาคือการรักษาไว้ซึ่งความเด็ดขาดโดยเฉพาะเมื่อต้องดวลกับคู่แข่งมาตรฐานสูงกว่าพวกเขา

แนวรุกที่มีแข้งอย่าง เอมิล สมิธ โรว์, บูคาโย ซาก้า และ กาเบรียล มาร์ติเนลลี ไม่อาจทำอันตรายใดๆ แผงรับของ เชลซี ได้เลย แม้ว่าความกระตือรือล้นในการเคลื่อนที่ซึ่งพวกเขาแสดงให้เห็นควรค่าแก่การชื่นชม ทว่าการทะยานเข้าสู่พื้นที่สุดท้ายยามมีบอลในครอบครองเป็นปัญหาที่ มิเคล อาร์เตต้า แก้ไม่ตก

2. เกมรับที่ริมเส้น

Kieran Tierney
Tottenham Hotspur v Arsenal: The MIND Series / Visionhaus/Getty Images

รูปแบบการเล่นของ เชลซี ที่มี 2 มิดฟิลด์ในพื้นที่ฮาล์ฟสเปซเคลื่อนที่สนับสนุน โรเมลู ลูกากู ทำให้ อัลเบิร์ต แซมบี โลกองก้า กับ กรานิท ชาก้า ต้องตามประกบคอยพะวง ไค ฮาแวร์ตซ์ และ เมสัน เมาท์

การยืนตำแหน่งดังกล่าวกลายเป็นปัญหาของ ไอ้ปืนใหญ่ เมื่อ สิงโตน้ำเงินคราม เล่นเปลี่ยนแกนอย่างรวดเร็วโดยอาศัยวิงแบ็คทั้ง 2 ข้างเติมขึ้นมาเล่นงานเกมริมเส้น และกลายเป็น คีแรน เทียร์นีย์ ที่ถูก รีซ เจมส์ เผาเครื่องจนกลายเป็นที่มาของการเสียทั้ง 2 ประตูในครึ่งแรก

น่าแปลกใจที่ อาร์เตต้า ไม่ได้สั่งการให้ตัวรุกริมเส้นอย่าง นิโกลาส์ เปเป้ หรือ บูคาโย ซาก้า ถอยต่ำลงมาช่วยแบ่งเบาภาระของ เซดริก โซอาเรส และ เทียร์นีย์ แต่อย่างใด

3. สัญญาณอันตราย มิเคล อาร์เตต้า

FBL-ENG-PR-ARSENAL-BRIGHTON
FBL-ENG-PR-ARSENAL-BRIGHTON / ALASTAIR GRANT/Getty Images

จนถึงตอนนี้ อาร์เซนอล กลายเป็นทีมที่ถลุงเงินมากที่สุดไปแล้วในตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์นี่ที่ 130 ล้านปอนด์ มากกว่าแชมเก่าอย่าง แมนฯ ซิตี้ (115 ล้านปอนด์), แมนฯ ยูไนเต็ด (112 ล้านปอนด์) กระทั่ง เชลซี (103.5 ล้านปอนด์) แต่ผลงานของพวกเขาหลังผ่าน 2 เกมแรกบน พรีเมียร์ลีก ยังไม่เห็นทิศทางที่ดีใดๆ เลย

การขาดเหล่าคีย์แมนตัวเก๋าจากปัญหาสภาพความฟิต ไปจนถึงภาวะการติดเชื้อ โควิด-19 ยังพอที่จะเป็นเหตุผลให้ อาร์เตต้า ได้รับความเชื่อมั่นอยู่บ้าง แต่หลังจากนี้เมื่อทีมของกุนซือชาว สเปน กลับมาเต็มอัตราศึก เหล่าผู้เล่นหน้าใหม่พร้อมเรียงคิวลงสนาม เมื่อนั้นอดีตผู้ช่วยของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา รายนี้จะไม่มีที่ว่างสำหรับฟอร์มการเล่นที่ไม่เอาอ่าวอีกต่อไป

4. ลูกากู สร้างมิติใหม่ให้เกมรุก เชลซี

Romelu Lukaku, Nuno Tavares
Arsenal v Chelsea - Premier League / Michael Regan/Getty Images

เกมนัดนี้ โธมัส ทูเคิล ตัดสินใจส่ง โรเมลู ลูกากู หัวหอกคนใหม่ลงสนามเป็นตัวจริงทันที ซึ่งเขาก็ใช้เวลาไม่นานเปิดสกอร์แรกให้กับ เชลซี ได้สำเร็จ แถมตลอด 90 นาทีในเกมนี้จุดเด่นของเจ้าตัวในการเป็นตัวหอกตัวเป้าโดยธรรมชาติสามารถสร้างสรรค์รูปแบบเกมรุกใหม่ ๆ ที่เราแทบไม่ได้เห็นมานานตั้งแต่สมัยที่ สิงห์บลู มี ดร็อกบา หรือ ดิเอโก้ คอสต้า นั่นคือการเจาะเข้าทำตรงกลางโดยมีตัวเป้าเป็นคนพักบอล และวันนี้เจ้าตัวทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมฉีกแนวรับปืนใหญ่อย่างราบคาบ ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นใน พรีเมียร์ลีก อีกครั้งได้อย่างสวยสดงดงามสำหรับ ลูกากู เลยทีเดียว

5. เชลซี ปีนี้แกร่งทุกจุด

Thomas Tuchel, Romelu Lukaku
Arsenal v Chelsea - Premier League / Shaun Botterill/Getty Images

หากดูจากสองนัดแรก อาจจะเวอร์เกินไปหากจะบอกว่า เชลซี ปีนี้กลายเป็นทีมที่ไร้ที่ติทุกตำแหน่ง เพราะผลงานทั้งสองนัดต่างฟ้องว่าตั้งแต่ ผู้รักษาประตู เอดูอาร์ด เมนดี้ ก็ไว้ใจได้ทั้งการเซฟรวมถึงการเล่นบอลบนพื้น ยิ่งกว่านั้นกองหลังคือจุดเด่นในยุคของ ทูเคิล อย่างแท้จริงการใช้เซ็นเตอร์สามคนกลายเป็นการตอบโจทย์หลังบ้านจนยกระดับทีมขึ้นมาได้สำเร็จพร้อมวิคแบ็คที่เน้นเกมบุกแหลกแถมซีซั่นนี้ยังเพิ่มเติมความเฉียบขาดในจังหวะสุดท้ายจนมีส่วนร่วมกับหลายประตูที่ทีมทำได้ ส่วนแดนกลาง ก็องเต้ จอร์จินโญ โควาชิช ที่กำลังมั่นใจก็ต่างพากันทำผลงานได้ดีวันทีคืน และสุดท้ายการได้ ลูกากู มาเป็นตัวจบสกอร์ สามารถเติมเต็มเกมรุกที่มีตัวปั้นเกมดี ๆ อยู่แล้วให้สามารถเปลี่ยนเป็นสกอร์ได้ และด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้เองจึงกล้าพูดได้ว่า สิงโตน้ำเงินคราม ปฤดูกาลนี้ดูจะครบเครื่องไปเสียทุกจุดจริง ๆ

6. เกมหน้าเจอของจริง

Jurgen Klopp, Pep Guardiola
Liverpool v Manchester City - Premier League / Laurence Griffiths/Getty Images

หลังจากชัยชนะในวันนี้ทำให้ เชลซี ขยับขึ้นมาเป็นจ่าฝูงร่วมกับ ลิเวอร์พูล โดยเกมหน้าพวกเขาทั้งคู่จะได้พบกันเองที่ แอนฟิลด์ ซึ่งจะชี้วัดได้เลยว่า สิงห์บลู ในฤดูกาลนี้มีดีมากพอหรือไม่กับการขึ้นมาเป็นตัวเต็งเบียดแย่งแชมป์ลีกแบบเต็มตัว เพราฉนั้นวันเสาร์หน้า 5 ทุ่มครึ่งรู้กัน ส่วน ปืนใหญ่ เองก็ไม่น้อยหน้าเพราะพวกเขายังต้องเจอกับของแข็งอย่างต่อเนื่องด้วยการบุกไปเยือน เอติฮัด สเตเดี้ยม รังเหย้าของ แมนเชสเตอร์ ​ซิตี้ ในเวลา 18.30 นใ วันเดียวกัน ซึ่งดูจากผลงานแค่เก็บได้ 1 คะแนนก็ถือว่าสวยหรูแล้วสำหรับนัดต่อไป แต่หากเกิดพ่ายแบบหมดรูปเก้าอี้ของ อาร์เตต้า อย่างจะถึงจุดเดือดขึ้นมาเร็วกว่าที่คาดก็เป็นได้


สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น! *ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด

facebooktwitterreddit