EURO 2020

อังกฤษ (2) 1-1 (3) อิตาลี: เก็บตกประเด็นร้อนหลังเกม ยูโร 2020 รอบชิงชนะเลิศ อิตาลี คว้าแชมป์สมัยที่ 2 ได้สำเร็จ

Italy v England - UEFA Euro 2020: Final
Italy v England - UEFA Euro 2020: Final / Michael Regan/Getty Images
facebooktwitterreddit

การแข่งขัน : ฟุตบอล ยูโร 2020 รอบชิงชนะเลิศ
วันแข่งขัน : คืนวันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม 2021
เวลาแข่งขัน : 02.00 น. ตามเวลาประเทศไทย
คู่แข่งขัน : อังกฤษ (2) 1-1 (3) อิตาลี
สนาม : เวมบลีย์ (กรุงลอนดอน)


1. อิตาลี แก้เกมได้เฉียบขาด

Roberto Mancini, Leonardo Bonucci
Italy v England - UEFA Euro 2020: Final / Claudio Villa/Getty Images

ต้องบอกว่าหลังจาก อังกฤษ ออกนำเร็วตั้งแต่นาทีที่ 2 ทำให้ เกมของ อิตาลี ดูจะสั่นคลอนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยตลอด 45 นาทีแรกพวกเขาดูจะไม่สามารถสร้างความอันตรายให้กับแนวรับ สิงโตคำราม ได้เลย การต่อบอลอันแม่นยำที่เคยเป็นจุดเด่นนั้นแทบไม่มีให้เห็น ต้องใช้เพียงความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะในการเจาะหาโอกาสเข้าทำ

กระทั่งครึ่งเวลาหลัง มันชินี ตัดสินใจเร็วแก้เกมตั้งแต่ช่วงต้น แถมเป็นการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดด้วยการเปลี่ยน 2 ตัวหลักตลอดทัวร์นาเมนต์อย่าง นิโก้ บาเรลลา กับ ซิโร อิมโมบิเล ที่เกมนี้โชว์ฟอร์มไม่ดีออกทันทีและปรับมาเน้นการเพลสซิงสูงตามที่พวกเขาถนัด ซึ่งมันก็ได้ผลอย่างยอดเยี่ยมหลังจากนวดอยู่นานพวกเขาก็ตีเสมอได้สำเร็จพร้อมการดึงโมเมนตัมของเกมมาอยู่กับตัวด้วยการไล่บุกกดดันอย่างต่อเนื่องตลอด 120 นาทีนั่นเอง

2. เซาธ์เกต เน้นผลการแข่งขันมากเกินไป

Gareth Southgate
Italy v England - UEFA Euro 2020: Final / Carl Recine - Pool/Getty Images

เกมนี้ในช่วงต้นเกม อังกฤษ มาดีมาก ๆ เห็นได้ชัดเลยว่าการวางหมากของพวกเขาได้ผลอย่างยอดเยี่ยมในการเล่นหลัง 3 และใช้วิงแบ็คเต้มเกมสูง เพราะแบ็คทั้ง 2 ฝั่งค่อนข้างโล่งไม่มีตัวประกบจึงขยับไปมาได้อย่างอิสระกระทั่งได้ประตูขึ้นนำเร็ว ตั้งแต่นาทีที่สอง โดยช่วงเวลาที่เหลือ อังกฤษ พยายามเน้นครองบอลและแพ็คหลังให้เเน่นหนาจน อิตาลี ไม่สามารถเจาะเข้าทำได้เลย

แต่แล้วครึ่งหลัง อิตาลี แก้เกมมาเน้นเกมบุกไล้กดดันสูง แต่ขณะที่ เซาธ์เกต ยังคงให้ลูกทีมเน้นรับเต็มตัว จนเปอร์เซนต์การครองบอลบางช่วงห่างกันถึง 80-20 นั่นพิสูจให้เห็นว่าพวกเขาไม่มีความพยายามจะเล่นเกมรุกที่เคยทำได้ดีเหมือนช่วงต้นเกมเลย แถมการอุดกับทีมอย่าง อิตาลี ก็เหมือนกับรอเวลาเสียประตูเท่านั้น และก็เป็นจริงพวกเขาถูกไล่มาเป็น 1-1 ในนาทีที่ 67 แถมโมเมนตัมยังไปอยู่กับฝั่งทีมเยือนแล้วจนกลายเป็นพวกเขาเองที่ตั้งเกมไม่ติดเลยในช่วงเวลาหลังจากนั้น

3. การใช้งานขุมกำลังที่มี ถูกตั้้งคำถาม

Jadon Sancho, Marcus Rashford
Italy v England - UEFA Euro 2020: Final / Carl Recine - Pool/Getty Images

ยูโร 2020 ในครั้งนี้ อิตาลี เป็นทีมที่ใช้นักเตะคุ้มค่ามากที่สุดโดยใช้งานถึง 25 คนตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม แถม มันชินี ยังเด็ดขาดพอที่จะกล้าเป็นตัวหลักที่เล่นไม่ออกและส่งตัวสำรองลงมาเปลี่ยนเกมและบ่อยครั้งมันออกจะเวิร์คจนทำให้ทีมดูมีตัวเลือกที่หลากหลายในการใช้งาน

ขณะที่ อังกฤษ แฟนบอลคงเห็นกันมาตั้งแต่เกมแรกว่า เซาธ์เกต มักจะสลับผู้เล่นอยู่ไม่กี่ตำแหน่งและส่วนใหญ่ก็จะใช้งานนักเตะหน้าเดิม ๆ มีหลายต่อหลายคนที่ยังไม่ได้ลงสัมผัสสนามเลยแม้แต่วินาทีเดียว แถมการแก้เกมยังถูกตั้งคำถามอยู่บ่อย ๆ แบบว่า "เล่นดีเปลี่ยนออกเล่นกระจอกอยู่เต็ม" เพราะหากดูรายชื่อบนม้านั่งพวกเขามีทั้ง แรชฟอร์ด ซานโช กรีลิช ซาก้า คาลเวิร์ต-เลวิน แถมยังมี ฟิล โฟเด้น ที่ไม่มีชื่อในเกมนี้อีก และที่สำคัญคือสตาร์เหล่านี้ล้วนแต่ได้ลงเล่นหลังนาทีที่ 70 แทบทุกเกม แถมบางคนยังได้รับโอกาสในช่วง 2-3 นาทีสุดท้ายเสียด้วยซ้ำ

4. ซาก้า กลายเป็นแพะรับบาป

Bukayo Saka, Harry Kane
Italy v England - UEFA Euro 2020: Final / Laurence Griffiths/Getty Images

หลายคนตั้งคำถามถึงการให้เด็กอายุ 19 ปีมาเป็นผู้สังหารจุดโทษคนสุดท้าย แน่นอนมันไม่ใช่เรื่องผิด แถมเจ้าตัวก็ยิงตรงกรอบเพียงแต่ ดอนนารุมมา ต่างหากที่สมควรได้รับคำชมว่าตัดสินใจได้เฉียบขาดในการเซฟลูกยิงได้ถึง 3 ครั้ง บางคนชี้ว่า ซาก้า ไม่เหมาะจะมายิงจุดโทษบ้าง ยังเด็กเกินไปบ้าง หรือทำไมไม่ให้ กรีลิช มายิงบ้าง เรื่องนี้ต้องบอกว่าน่าเห็นใจดาวรุ่งจาก อาร์เซนอล ที่นอกจากจะโชคร้ายยิงไปติดเซฟแล้ว รุ่นพี่ 2 คนที่ว่าแน่นอน ๆ อย่าง แรชฟอร์ด กับ ซานโช ที่ออกมายิงก่อนยังพลาดไปทั้งหมด มันจึงไม่สมควรเลยที่จะมานั่งหาแพะมารับบาปในกรณีแบบนี้เพราะการยิงลูกโทษชี้ขาดทุกคนมีโอกาสพลาดเหมือน ๆ กันหมด ไม่เว้นแม้แต่ซุเปอร์สตาร์อย่าง เมสซี หรือ โรนัลโด้ ก็เคยพลาดมาแล้วทั้งสิ้น

5. Football is coming to Rome

Leonardo Bonucci, Gianluigi Donnarumma
Italy v England - UEFA Euro 2020: Final / Laurence Griffiths/Getty Images

ก่อนเกมแฟนบอลจากอังกฤษหลายคนเชื่อว่านี่จะเป็นโอกาสทองที่เหมาะสมที่สุดที่ พลพรรคทรีไลออน จะคว้าแชมป์รายการนี้มาครองเป็นสมัยแรกเสียที ทั้งการได้เล่นในบ้าน การได้เปรียบเรื่องเสียงเชียร์ รวมถึงสภาพความพร้อมของทีมและผลงานก่อนหน้านี้ จนถึงขนาดออกตัวด้วยการประกาศกร้าวว่า "Football is coming home" กันตั้งแต่ก่อนรอบ 4 ทีมสุดท้ายเสียอีก กระทั่งวันนี้ อิตาลี พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาเหนือกว่า และเหมาะสมกว่าในการเป็นผู้ครอบครองถ้วยแชมป์เจ้าแห่งทวีปยุโรป จนกลายเป็นว่า ณ ตอนนี้ It's coming to Rome แทนเป็นที่เรียบร้อย และนับเป็นหนที่สองในประวัติศาสตร์แดนมักกะโรนีที่คว้าแชมป์รายการนี้มาครองได้ต่อจากปี 1968


สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น! *ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด

facebooktwitterreddit