พรีเมียร์ลีก

เยอร์เก้น คล็อปป์-เป๊ป กวาร์ดิโอลา 2 ยอดกุนซือผู้เขย่าโลกลูกหนัง - FEATURE

FBL-ENG-PR-MAN CITY-LIVERPOOL
FBL-ENG-PR-MAN CITY-LIVERPOOL / PAUL ELLIS/GettyImages
facebooktwitterreddit

หลังจากที่บุกไปเอาชนะ อาร์เซนอล ในศึก พรีเมียร์ลีก เมื่อวันพุธได้ ทำให้ตอนนี้ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลายเป็นคู่แข่งแย่งแชมป์ที่สูสีที่สุดบนโลกลูกหนังในยุคปัจจุบันไป (อีกครั้ง)

หงส์แดง ทำตัวเป็น “นกฟินิกซ์” ที่ฟื้นขึ้นมาจากความตาย ทั้ง ๆ เมื่อเดือนมกราคมพวกเขาตามหลัง เรือใบสีฟ้า ถึง 14 คะแนน แต่ตอนนี้ช่องว่างกลับลดลงเหลือแค่แต้มเดียวอย่างเหลือเชื่อ

ไปบอกใครตอนนั้นว่าเดี๋ยว ลิเวอร์พูล ก็จะกลับมาทำแต้มไล่จี้ ซิตี้ ได้ ก็คงมีแต่คนหาว่า “บ้าหรือเปล่า” แต่เวลานี้ทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้ว

ซีซันก่อนเด็ก ๆ ของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ยังต้องดิ้นรนกับการไขว่คว้าพื้นที่ ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก หลังเสีย 3 เซ็นเตอร์แบ็คตัวหลักไปพร้อม ๆ กัน ทำให้เป๋ไปเป๋มาอยู่ช่วงหนึ่ง ถึงขนาดทำสถิติแพ้คาบ้าน 6 นัดรวดก็เคยมาแล้ว ในขณะที่ลูกทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา แล่นฉิวโกยแต้มทิ้งคู่แข่งขาดลอยคว้าแชมป์ได้อย่างไม่ยากเย็น 

Diogo Jota, Thiago Alcantara
Arsenal v Liverpool - Premier League / Justin Setterfield/GettyImages

ไม่มีใครคิดหรอกว่ามาในฤดูกาลนี้ทั้งคู่จะกลับมาขับเคี่ยวกันอย่างสูสีและหายใจรดต้นคอกันได้แบบนี้

ชัยชนะเหนือ อาร์เซนอล เมื่อวันพุธทำให้การลุ้นแชมป์กลับมาสนุกตื่นเต้นและเข้มข้นอีกครั้งหลังจากที่เงียบ ๆ เหงา ๆ กันมาตั้งแต่ปีใหม่ และหากว่า เดอะเร้ดส์ เก็บ 3 แต้มในเกมกับ วัตฟอร์ด ในวันที่ 2 เมษายนพวกเขาจะแซงหน้าขึ้นไปเป็นจ่าฝูงชั่วคราวอย่างน้อยก็ 3 ชั่วโมงครึ่งก่อนเกมที่ ซิตี้ จะไปเยือน เบิร์นลีย์

จากนั้นสายตาทุกคู่จะจับจ้องไปที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม ในวันที่ 10 เมษายนที่ ลิเวอร์พูล จะบุกไปเยือน แมนฯ ซิตี้ ซึ่งผลการแข่งขันอาจจะบอกเราได้ว่าแชมป์ พรีเมียร์ลีก จะเป็นของใคร

นี่เป็นสถานการณ์ที่กองเชียร์ทั้งสองทีมหายใจไม่ทั่วท้องกันเลยทีเดียว

Jurgen Klopp, Pep Guardiola
Manchester City v Liverpool FC - Premier League / Laurence Griffiths/GettyImages

อย่างไรก็ตาม แม้จะขับเคี่ยวกันอย่างเอาเป็นเอาตายแต่ทั้ง คล็อปป์ และ เป๊ป ก็ให้ความเคารพและกล่าวสดุดีผลงานของกันและกันอยู่เสมอ และทั้งคู่ก็ยอมรับว่าถ้าไม่มีคู่แข่งแบบนี้พวกเขาคงไม่พยายามถีบตัวเองให้ก้าวขึ้นมาเป็นโค้ชระดับโลกได้

โดยเฉพาะในช่วงเวลา 2018-2021 ถือเป็น 3 ปีที่ทั้ง 2 คนได้ถูกยกย่องและสถาปนาขึ้นเป็น “ยอดโค้ชแห่งยุค” จากผลงานอันลือลั่นทั้งใน พรีเมียร์ลีก และ ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก

2018-2019 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผงาดคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกันโดยเฉือน ลิเวอร์พูล เพียง 1 คะแนน ในขณะที่เด็กหงส์ก็เถลิงบัลลงก์แชมป์ยุโรปเป็นสมัยที่ 6 เป็นการปลอบใจ

2019-2020 เยอร์เก้น คล็อปป์ ทำให้ เดอะเร้ดส์ คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้เป็นครั้งแรกและถือเป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 19 หลังจากที่ห่างหายไปนาน 30 ปี โดยทำแต้มได้ถึง 99 คะแนนทิ้งห่างทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ถึง 17 แต้ม

Jurgen Klopp
Liverpool FC v Chelsea FC - Premier League / Laurence Griffiths/GettyImages

2020-2021 แมนฯ ซิตี้ เอาคืนด้วยการทะยานสู่แชมป์ พรีเมียร์ลีก สมัยที่ 3 ในรอบ 4 ปีโกยแต้มห่างจาก ลิเวอร์พูล ที่รั้งอันดับ 3 ด้วยระยะห่างเดียวกันที่ 17 คะแนน  แต่พวกเขาก็ต้องอกหักจากการพ่ายให้กับ เชลซี ในรอบชิงชนะเลิศ ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก

นี่คือช่วงเวลาที่ทั้ง 2 คนต่างโชว์ฝีมือในการทำทีม ด้วยปรัชญาที่คล้ายกัน 

และที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ หลังเกมที่ หงส์แดง บุกไปเก็บ อาร์เซนอล ได้ถึงถิ่น คะแนนรวมในลีกสูงสุดตั้งแต่ปี 2018 ของพวกเขาอยู่ที่ 334 คะแนนตามหลัง ซิตี้ ที่ทำได้ 335 คะแนนอยู่เพียงแต้มเดียวอีกด้วย 

จะบอกว่านี่คือ 3 ปีที่ถือเป็นปรากฏการณ์ก็น่าจะไม่ผิดนัก

Jordan Henderson, Phil Foden
Liverpool v Manchester City - Premier League / Robbie Jay Barratt - AMA/GettyImages

สถิติที่เราได้เห็นนี้คือ “มาตรฐานอันสูงส่ง” ของ พรีเมียร์ลีก ในยุคปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนออกมาจากบทสัมภาษณ์หลังจบเกมที่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ ยอมรับว่า การที่พวกเขาจะคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก สมัยที่ 2 ของตัวเองได้จะต้องชนะรวดทุกนัดเท่านั้น อย่าไปหวังให้ แมนฯ ซิตี้ สะดุดขาตัวเองให้เสียเวลา

“ผมรู้ว่าโอกาสเดียวที่เรามีคือ การเอาชนะเกมที่เหลืออยู่นี้ให้ได้ เพราะคู๋แข่งของเราจะเก็บชัยชนะในเกมที่เหลือเหล่านี้ได้เหมือนกัน ไม่มีทางที่พวกเขาจะพลาดเลย ”

“ผมพูดมาก่อนหน้านั้น เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราต่างเป็นแรงกระตุ้นของกันและกันในระดับที่มันบ้าคลั่งแบบนี้ เราทำได้ถึง 90 คะแนนเพราะพวกเขาทำคะแนนได้อย่างมากมาย และที่พวกเขาทำได้แบบนั้นก็เพราะเราด้วย”

“นี่คือสถานการณ์ ทำให้ทุกเกมเป็นนัดชิงชนะเลิศ คุณสามารถมีความสุขกับมันได้ แน่นอน แต่คุณต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับการแข่งขันที่เข้มข้นนี้ด้วย”

FBL-ENG-PR-COMMUNITY-MAN CITY-LIVERPOOL
FBL-ENG-PR-COMMUNITY-MAN CITY-LIVERPOOL / ADRIAN DENNIS/GettyImages

ในช่วงยุค 90 ถึงต้นยุค 2000 เราได้เห็นคู่ต่อสู้อย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน-อาร์แซน เวนเกอร์ ตามด้วย โชเซ มูรินโญ - เฟอร์กี้ กันมาแล้ว และนี่คือช่วงเวลาของ 2 กุนซืออย่าง เยอร์เก้น คล็อปป์ และ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่ก้าวขึ้นมาเขย่าวงการ พรีเมียร์ลีก และฟุตบอลยุโรป 

อย่างน้อยก็อีก 2 ปีต่อจากนี้


สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น! *ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด

facebooktwitterreddit