พรีเมียร์ลีก

เยอร์เก้น คล็อปป์ vs เป๊ป กวาร์ดิโอลา: ย้อนรอยเฮดทูเฮดระหว่าง 2 กุนซือก่อนซูเปอร์บิ๊กแมตช์ แมนฯ ซิตี้ พบ ลิเวอร์พูล

Liverpool v Manchester City - Premier League
Liverpool v Manchester City - Premier League / Laurence Griffiths/GettyImages
facebooktwitterreddit

เยอร์เก้น คล็อปป์ และ เป๊ป กวาร์ดิโอลา เป็น 2 กุนซือที่ดีที่สุดตลอดกาลแห่งยุคสมัย ทั้งคู่ต่อกรไล่เรียงกันมาตั้งแต่คุมทัพ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กับ บาเยิร์น มิวนิค ในศึก บุนเดสลีกา กระทั่งจนถึง ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แห่ง พรีเมียร์ลีก เวลานี้

90min พาผู้อ่านย้อนรอยการพบกันทุกครั้งของทั้ง 2 กุนซือตลอดเส้นทางการคุมทัพของพวกเขา


สรุปสถิติการพบกันระหว่าง เยอร์เก้น คล็อปป์ vs เป๊ป กวาร์ดิโอลา

พบกันทั้งหมด 22 ครั้ง
เยอร์เก้น คล็อปป์ ชนะ 9 ครั้ง
เป๊ป กวาร์ดิโอลา ชนะ 9 ครั้ง
เสมอ 4 ครั้ง


1. โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 4-2 บาเยิร์น มิวนิค (27 กรกฎาคม 2013)

การพบกันครั้งแรกระหว่าง เยอร์เก้น คล็อปป์ และ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ในศึก เดเอฟแอล ซูเปอร์คัพ จุดเริ่มต้นของการต่อสู่ที่ยาวนานจนเวลาล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน

มาร์โก รอยส์ มีชื่อทำ 2 ประตูทว่าการทำเข้าประตูตัวเองของ อิลคาย กุนโดกัน และ แดเนียล ฟาน บุยเต็น บวกกับ 2 ประตูของ อาร์เยน ร็อบเบน ทำให้ทีม บาเยิร์น มิวนิค ของ เป๊ป ประเดิมซิวชัยในการพบกันครั้งแรกนี้

2. โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 0-3 บาเยิร์น มิวนิค (23 พฤศจิกายน 2013)

มาริโอ เกิตเซ ในฐานะแข้ง บาเยิร์น มิวนิค ทำประตูใส่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ อดีตต้นสังกัด
มาริโอ เกิตเซ ในฐานะแข้ง บาเยิร์น มิวนิค ทำประตูใส่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ อดีตต้นสังกัด / Adam Pretty/Bongarts/Getty Images

ให้หลังจากที่ ดอร์ทมุนด์ เพิ่งปราชัยต่อ บาเยิร์น ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศฤดูกาลก่อนหน้า พวกเขาก็ได้เสีย มาริโอ เกิตเซ สู่อริร่วมลีกในซัมเมอร์ถัดมา

สตาร์ทีมชาติ เยอรมนี ในเวลานั้นแผลงฤทธิ์ทันทีใน ซิกนัล อิดูนา พาร์ค เมื่อเป็นคนพังประตูเบิกร่องพาทัพ เสือใต้ ไล่ขย่ม เสือเหลือง ขาดลอย

3. บาเยิร์น มิวนิค 0-3 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (12 เมษายน 2014)

เฮนริคห์ มคิทาร์ยาน พังประตูให้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์
เฮนริคห์ มคิทาร์ยาน พังประตูให้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ / Lennart Preiss/Bongarts/Getty Images

การพบกันครั้งถัดมาในเกมที่ อัลลิอันซ์ อารีนา ฤดูกาลเดียวกันเป็นทีของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ที่เอาคืนสำเร็จจากชัยชนะ 3-0 ด้วยประตูของ เฮนริคห์ มคิทาร์ยาน, มาร์โก รอยส์ และ โยนาส ฮอฟมันน์

4. โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 0-2 บาเยิร์น มิวนิค (AET) (17 พฤษภาคม 2014)

FBL-GER-CUP-DORTMUND-MUNICH
FBL-GER-CUP-DORTMUND-MUNICH / JOHN MACDOUGALL/GettyImages

ทิ้งทวนฤดูกาล 2013/14 ด้วยแมตช์ชิงดำฟุตบอลถ้วย เยอรมนี และเป็น เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่เข้าป้ายคว้าแชมป์จาก 2 สกอร์ในช่วงต่อเวลาพิเศษจากประตูของ อาร์เยน ร็อบเบน กับ โธมัส มึลเลอร์

นับเป็นโทรฟี่แชมป์เมเจอร์ที่ 2 ของ เป๊ป ใน เยอรมนี หลังจากที่พาทีมคว้าถาด บุนเดสลีกา มาในฤดูกาลเดียวกัน

5. โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 2-0 บาเยิร์น มิวนิค (13 สิงหาคม 2014)

ศึก ซูเปอรืคัพ เปิดหัวซีซัน 2014/15 เป็น ดอร์ทมุนด์ ที่สามารถล้างแค้นจากความผิดหวังในศึก เดเอฟเบ โพคาล เมื่อฤดูกาลก่อนจากประตูของ มคิทาร์ยาน และ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง

6. บาเยิร์น มิวนิค 2-1 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (1 พฤศจิกายน 2014)

FBL-GER-BUNDESLIGA-BAYERN MUNICH-DORTMUND
FBL-GER-BUNDESLIGA-BAYERN MUNICH-DORTMUND / CHRISTOF STACHE/GettyImages

เกมแรกของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ในสีเสื้อ บาเยิร์น ดวลกับอดีตต้นสังกัดและกลายเป็นหัวหอกทีมชาติ โปแลนด์ ที่สังหารประตูตีเสมอ 1-1 หลังจาก มาร์โก รอยส์ พังประตูเบิกร่องให้กับทีมเยือน ตามด้วยประตูชัยในช่วงท้ายเกมของ เอฟซี ฮอลลีวูด โดย ร็อบเบน เจ้าเก่า

7. โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 0-1 บาเยิร์น มิวนิค (4 เมษายน 2014)

โรเบิรต์ เลวานดอฟสกี้ พังประตูใน ซิกนัล อิดูนา พาร์ค
โรเบิรต์ เลวานดอฟสกี้ พังประตูใน ซิกนัล อิดูนา พาร์ค / CHRISTOF STACHE/AFP via Getty Images

เลวานดอฟสกี้ มีชื่อบนสกอร์บอร์ดอีกครั้งในการพบกันเกมถัดมา และเป็นการพังประตูในถิ่น ซิกนัล อิดูนา พาร์ค ซัดโทนพา บาเยิร์น บุกคว่ำ ดอร์ทมุนด์ พังคารังก่อนพวกเขาจะเดินหน้าคว้าแชมป์ลีกขณะที่ เสือเหลือง จมปลักในอันดับที่ 7 ของตารางคะแนน

8. บาเยิร์น มิวนิค 1-1 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (PK 0-2) (28 เมษายน 2015)

FBL-GER-BUNDESLIGA-DORTMUND-BAYERN MUNICH
FBL-GER-BUNDESLIGA-DORTMUND-BAYERN MUNICH / PATRIK STOLLARZ/GettyImages

ให้หลังไม่กี่สัปดาห์จากชัยชนะของ บาเยิร์น ในเกมก่อน พวกเขาโคจรมาพบกันอีกครั้งในศึก เดเอฟเบ โพคาล รอบเซมิไฟนอล โดยครั้งนี้เป็นทีของ คล็อปป์ ที่เบียดซิวชัยได้หลังผลเสมอ 1-1 จากประตูของ เลวานดอฟสกี้ กับ โอบาเมยอง ก่อน ดอร์ทมุนด์ จะปราชัยต่อ โวล์ฟส์บวร์ก 1-3 ในเกมนัดชิงชนะเลิศ

9. ลิเวอร์พูล 1-0 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (31 ธันวาคม 2016)

20 เดือนถัดจากการพบกันในครั้งก่อน คล็อปป์ vs เป๊ป ประเดิมบทใหม่ในผืนแผ่นดิน อังกฤษ ในบทบาทนายใหญ่ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเป็น จินี ไวนัลดุม ที่พา หงส์แดง ซิวชัยในศึก พรีเมียร์ลีก

10. แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-1 ลิเวอร์พูล (19 มีนาคม 2017)

แมตช์ถัดมาในฤดูกาลเดียวกันที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม ลงเอยด้วยผลเสมอ 1-1 โดย เร้ดแมชีน ได้ประตูเบิกร่องก่อนจาก เจมส์ มิลเนอร์ ก่อนที่ เซร์คิโอ อเกวโร จะพังประตูตีเสมอในเวลาต่อมา

11. แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 5-0 ลิเวอร์พูล (9 กันยายน 017)

เกมที่ถูกโหมโรงสร้างบรรยากาศแห่งความตึงเครียดโดยมีเหตุการณ์ปะทะระหว่าง ซาดิโอ มาเน กับ เอแดร์ซอน เป็นไฮไลท์ในช่วงต้นและเป็นใบแดงของแข้งทีมชาติ เซเนกัล กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ครอบครองเกมโดยสมบูรณ์ก่อนไล่ขโยกทีมของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ขาดลอย รวมทั้งเป็นความพ่ายแพ้ด้วยสกอร์ขาดที่สุดของนายใหญ่ชาว เยอรมัน ต่อ เป๊ป จนถึงเวลานี้

5 ประตูในเกมนี้ของ ซิตี้ เกิดขึ้นโดย อเกวโร, กาเบรียล เชซุส (2) และ เลรอย ซาเน (2)

12. ลิเวอร์พูล 4-3 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (14 มกราคม 2018)

หงส์แดง ถอนแค้น เรือใบสีฟ้า สำเร็จในการพบกันครั้งถัดมาที่ แอนฟิลด์ ในเกมสุดมันส์ที่ อเล็กซ์ อ็อกซ์เหลด-แชมเบอร์เลย ตะบันประตูเบิกร่องก่อน เลรอย ซาเน ตามตีเสมอก่อนจบครึ่งแรก

สามประสานของ เร้ดแมชีน เรียงคิวใส่สกอร์ในครึ่งหลังโดย แบร์นาร์โด้ ซิลวา กับ อิลคาย กุนโดกัน พังประตูไล่ตีตื้นให้เกมสนุกในช่วงท้าย

13. ลิเวอร์พูล 3-0 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (4 เมษายน 2018)

Alex Oxlade-Chamberlain
Liverpool v Manchester City - UEFA Champions League Quarter Final Leg One / Shaun Botterill/GettyImages

ไม่กี่เดือนหลังจากการพบกันครั้งก่อน ดวงของทั้งคู่ยังสมพงศ์กันในรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก โดยการพบกันที่เลกแรกใน แอนฟิลด์ เป็น โมฮาเหม็ด ซาลาห์, อเล็กซ์ อ็อกซ์เหลด-แชมเบอร์เลน และ ซาดิโอ มาเน เรียงคิวซัดคนละตุงถล่ม ซิตีเซนส์ ยับเยิน

14. แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-2 ลิเวอร์พูล (10 เมษายน 2018)

Trent Alexander-Arnold, Gabriel Jesus
Manchester City v Liverpool - UEFA Champions League Quarter Final Second Leg / Laurence Griffiths/GettyImages

เกมในเลกที่ 2 ของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม เต็มไปด้วยดรามาไล่เรียงตั้งแต่ประตูเบิกร่องอย่างรวดเร็วของ กาเบรียล เชซุส, ประตูของ ซิตี้ ที่ถูกปฎิเสธจากการฟาวล์ใส่ผู้รักษาประตู และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กับ ซาดิโอ มาเน พังประตูดับฝัน ซิตี้ ทะลุสู่นัดชิงชนะเลิศสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูล อกหักในเกมไฟนอลเมื่อปราชัยต่อ เรอัล มาดริด กับฝันร้ายของ ลอริส คาริอุส

15. ลิเวอร์พูล 0-0 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (7 ตุลาคม 2018)

ดรามาในซีซันถัดมาในช่วงทดเวลาบาดเจ็บที่ ริยาด มาห์เรซ พลาดจุดโทษทำให้เกมลงเอยด้วยผลเสมอแบบไร้สกอร์ใน แอนฟิลด์

16. แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-1 ลิเวอร์พูล (3 มกราคม 2019)

ชัยชนะของ แมนฯ ซิตี้ ที่นำพาไปสู่การคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก สำหรับฤดูกาล 2018/19 นับเป็นหนึ่งในแมตช์ที่ตึงเครียดที่สุดเกมหนึ่งในประวัติศาสตร์การพบกันของทั้ง 2 ผู้จัดการทีม

เกมออกสตาร์ทด้วยการเคลียร์บอลจากเส้นประตูของ จอห์น สโตนส์ ก่อน เซร์คิโอ อเกวโร จะสังหารเบิกร่อง

หงส์แดง ตีเสมอจาก โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน ก่อนที่ เลรอย ซาเน จะยิงประตูชัยให้กับเจ้าถิ่น

17. ลิเวอร์พูล 1-1 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (PK 4-5) (4 สิงหาคม 2019)

Raheem Sterling
Liverpool v Manchester City - FA Community Shield / Michael Regan/GettyImages

ระเบิดศึกก่อนหน้าซีซัน 2019/20 จะเริ่มต้นขึ้นกับการพบกันใน คอมมูนิตี้ ชิลด์ ที่ลงเอยด้วยผลเสมอใน 90 นาทีที่ 1-1 เมื่อ โจเอล มาติป ตามตีเสมอ ซิตี้ ที่ได้ประตูจาก ราฮีม สเตอร์ลิง สำเร็จ ก่อนที่ เรือใบสีฟ้า จะเข้าป้ายในการดวลลูกจุดโทษเมื่อ เคลาดิโอ บราโบ เซฟลูกยิงของ จินี ไวนัลดุม ตัดสินเกม

18. ลิเวอร์พูล 3-1 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (10 พฤศจิกายน 2019)

Fabinho
Liverpool FC v Manchester City - Premier League / Robbie Jay Barratt - AMA/GettyImages

ในฤดูกาลที่ ลิเวอร์พูล เข้าป้ายคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก หนึ่งในเกมที่สำคัญของพวกเขาคือการคว่ำ แมนฯ ซิตี้ 3-1 ในเดือนพฤศจิกายน

ฟาบินโญ สังหารประตูแรกให้ หงส์แดง ก่อนที่ โม ซาลาห์ กับ มาเน จะใส่อีก 2 สกอร์ให้ทีมเข่น ซิตี้ แม้ว่า แบร์นาร์โด้ จะยิงประตูปลอบใจให้ เรือใบ ช่วงท้าย

19. แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 4-0 ลิเวอร์พูล (2 กรกฎาคม 2020)

Raheem Sterling, Kevin De Bruyne, Rodrigo, Phil Foden
Manchester City v Liverpool FC - Premier League / Pool/GettyImages

กว่าที่ทั้ง 2 ทีมจะโคจรมาพบกันอีกครั้ง สถานะแชมป์ พรีเมียร์ลีก ก็ตกเป็นของ ลิเวอร์พูล เป็นที่เรียบร้อย

เกมนี้ ซิตี้ เอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 4-0 จากประตูของ เควิน เดอ บรอยน์, ราฮีม สเตอร์ลิง, ฟิล โฟเด้น และการทำเข้าประตูตัวเองโดย อเล็กซ์ อ็อกซ์เหลด-แชมเบอร์เลน

20. แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-1 ลิเวอร์พูล (8 พฤศจิกายน 2020)

Kevin De Bruyne
Manchester City v Liverpool - Premier League / Pool/GettyImages

การพบกันครั้งแรกของซีซัน 2020/21 มีดรามาเป็นลูกจุดโทษที่ตัดสินเกม

ซาลาห์ ซัดจุดโทษให้ทีมของ คล็อปป์ ขึ้นนำก่อนที่ กาเบรียล เชซุส จะยิงประตูตีเสมอโดย ซิตี้ มาได้ลูกจุดโทษในช่วงท้ายครึ่งแรกแต่ เดอ บรอยน์ กลับยิงหลุดกรอบไปอย่างไม่น่าเชื่อ

21. ลิเวอร์พูล 1-4 แมนเชสเตอร์ ซิตี้​ (7 กุมภาพันธ์ 2021)

Phil Foden
Liverpool v Manchester City - Premier League / Laurence Griffiths/GettyImages

ไม่บ่อยครั้งนักที่การพบกันระหว่าง เป๊ป-คล็อปป์ กระทั่ง แมนฯ ซิตี้-ลิเวอร์พูล จะลงเอยด้วยชัยชนะขาดลอยของฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่ หงส์แดง ที่อยู่ในสถานะแข้งคีย์แมนเจ็บระนาวสุดปัญญาที่จะต้านทานความร้อนแรงของ เรือใบสีฟ้า ในเกมนี้ได้

ฟาบินโญ กับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เป็นคู่เซ็นเตอร์แบ็คของ คล็อปป์ ถูก อิลคาย กุนโดกัน เจาะทำประตูเบิกร่อง

แม้ โม ซาลาห์ จะตามตีเสมอสำเร็จในอีกไม่กี่อึดใจถัดมาจากลูกจุดโทษแต่ประตูต่อมาของ กุนโดกัน, ราฮีม สเตอร์ลิง และลูกปิดท้ายโดย ฟิล โฟเด้น ทำให้ ซิตี้ เข้าป้ายคว้าชัยก่อนซิวแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลดังกล่าว ขณะที่ ลิเวอร์พูล จบซีซันด้วยอันดับที่ 3

22. ลิเวอร์พูล 2-2 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (3 ตุลาคม 2021)

การดวลกันยกแรกของฤดูกาล 2021/22 เกมเป็นไปอย่างสุดมันส์ไล่เรียงตั้งแต่ประตูเบิกร่องของ ซาดิโอ มาเน ก่อน ฟิล โฟเด้น จะตามตีเสมอ

ซาลาห์ ยิงด้วยขวาให้ ลิเวอร์พูล ขึ้นนำอีกครั้งแต่ เดอ บรอยน์ ก็มาตามตีเสมอให้กับทีมก่อนหมดเวลาไม่กี่อึดใจ

facebooktwitterreddit