เชลซี

"ไค" จากคนที่ถูกตีตราว่าไม่คุ้มราคา สู่การเป็นชายผู้กอบกู้ศรัทธาแฟนบอล เชลซี - FEATURE

Chelsea v Newcastle United - Premier League
Chelsea v Newcastle United - Premier League / Justin Setterfield/GettyImages
facebooktwitterreddit

ชั่วโมงนี้คงไม่มีแข้ง เชลซี คนไหนร้อนแรงไปกว่า ไค ฮาเวิร์ตซ์ ตัวรุกชาวเยอรมันวัย 22 ปีรายนี้อีกแล้ว ที่ล่าสุดเพิ่งจะซัดประตูชัยช่วงท้ายเกมให้ทีมคว้าชัยเหนือ นิวคาสเซิล มาได้แบบสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ซึ่งผลงานอันร้อนแรงของเขาคนนี้ก็เพิ่งจะมาจุติอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ด้วยการซัดไปถึง 6 ประตูในช่วง 3-4 สัปดาห์ขึ้นนำเป็นดาวซัลโวของทีมร่วมกับ โรเมลู ลูกากู ที่ 11 ประตู ณ ปัจจุบัน ซึ่งมากกว่าในปีก่อนที่ทำไปได้เพียง 9 ประตูรวมทุกรายการเท่านั้น

Kai Havertz
Chelsea v Newcastle United - Premier League / Justin Setterfield/GettyImages

ภาพจำอันเลวร้าย...

หากย้อนกลับไปในยุคของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ช่วงซัมเมอร์ปี 2020 สิงห์บลู สร้างความฮือฮาด้วยการทุ่มเงินร่วม 200 ล้านกระชากตัวนักเตะใหม่เข้าสู่ทีมซึ่งหนึ่งในนั้นคือซุเปอร์สตาร์จาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน นามว่า ไค ฮาเวิร์ตซ์ ที่มีค่าตัวสูงถึง 72 ล้านปอนด์

แต่ผลงานในช่วงแรกต้องบอกว่าเลยว่าเป็นอะไรที่น่าผิดหวังสวนทางกับค่าตัวที่สูงลิ่วอย่างมาก แม้จะได้รับความไว้วางใจจาก แลมพาร์ด ที่พยายามเข็นลงสนามเป็นตัวจริงบ่อยครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถแสดงออกให้เห็นถึงความเก่งกาจออกมาได้เลย แถมภาพแรก ๆ ที่แฟน ๆ สิงโตน้ำเงินคราม ได้เห็นจากหนุ่มน้อยรายนี้เต็มไปด้วยความเหยาะแหยะ แข้งขาอ่อน ล้มง่าย โดนชนกระเด็นล้มกลิ้ง แม้จะมี แฮททริก ในเกม คาราบาว คัพ กับ บาร์นส์ลีย์ มาปลอบใจแต่หลังจากนั้นก็ฟอร์มก็ยังออกมาทรงเดิมจนถูกตั้งคำถามว่า "ไอเด็กคนนี้มันเก่งจริงหรือ ?"

Kai Havertz, Frank Lampard
Brighton & Hove Albion v Chelsea - Premier League / Pool/GettyImages

ซ้ำร้ายหลังจากนั้นยังเจอปัญหาติดโควิดจนหายหน้าไปหลายสัปดาห์ หลังกลับมาก็หลุดไปเป็นตัวสำรอง จนกระทั่ง แฟรงค์ แลมพาร์ด โดนปลดออกจากตำแหน่งไปในช่วงเดือนมกราคม 2021 ซึ่งตอนนั้นเจ้าตัวเพิ่งจะยิงในลีกไปได้เพียง 1 ประตูถ้วนเท่านั้น จึงไม่แปลกที่จะถูกแฟนบอลตราหน้าว่าเป็น "ของปลอม บ้าง "โดนหลอกขาย" มาบ้าง กระทั่ง...

จุดเปลี่ยน...

การมาของนายใหญ่คนใหม่ โธมัส ทูเคิล ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลง เชลซี ที่กำลังย่ำแย่ให้กลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งขึ้นมาในชั่วข้ามคืน เช่นเดียวกับฟอร์มการเล่นของ ฮาเวิร์ตซ์ ที่แม้ในช่วงที่กุนซือเพื่อนร่วมชาติย้ายเข้ามาใหม่ ๆ จะยังประสบปัญหาอาการบาดเจ็บ แต่หลังจากกลับมาฟิตพร้อมลงสนาม ทูเคิล ก็จัดการสร้างจุดเปลี่ยนให้เขากลับมาฉายแววโดดเด่นชนิดที่เปลี่ยนเป็นคนละคนเพียงแค่การปรับตำแหน่ง ดันขึ้นสูงไปยืนเป็นกองหน้าตัวเป้านั่นเองที่ทำให้จุดเด็นในเรื่องความเร็ว การหาพื้นที่ได้ดี รวมถึงความเฉียบคม ถูกนำออกมาใช้อย่างเต็มความสามารถ และแน่นอนว่าผลงานก็ดีขึ้นมาทันตาเห็นเบียด แทมมี อับราฮัม หลุดเป็นตัวสำรอง เบียด ติโม แวร์เนอร์ ไปเป็นตัวริมเส้นแทน จนสุดท้ายก็ตอบแทนสโมสรด้วยประตูชัยใส่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก พาทีมผงาดเป็นแชมป์สมัยที่สองได้ทันที่ตั้งแต่ปีแรกที่ย้ายเข้ามา !

Kai Havertz
Manchester City v Chelsea FC - UEFA Champions League Final / David Ramos/GettyImages

อย่างไรก็ตามผลงานในฤดูกาลนี้ที่ดูเงียบ ๆ ไปในช่วงแรกก็เป็นผลจากการที่ทีมคว้าตัว โรเมลู ลูกากู เข้ามาทำให้เจ้าตัวต้องขยับถอยออกมาจากหน้าปากประตูมากขึ้น แถมยังมีช่วงที่ติดโควิดซ้ำอีกรอบจนต้องพักไปอีกเกือบหนึ่งเดือน กระทั่งเข้าปี 2022 ทูเคิล ตัดสินใจกลับมาใช้งาน ฮาเวิร์ตซ์ ในตำแหน่งหัวหอกตัวเป้าอีกครั้ง และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังด้วยการซัดไปแล้วถึง 7 ประตูในช่วงเวลา 2 เดือนกว่า ๆ พาทีมกลับมาเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่องอีกครั้งนับตั้งแต่ขึ้นปีใหม่มา ชนะ 13 เสมอ 2 แพ้ 2 ซึ่งเป็นการแพ้ต่อ แมนฯ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล ในรอบชิง คาราบาว คัพ เท่านั้น

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาจึงไม่แปลกถ้าหากถามแฟนบอล เชลซี ว่าทีมของคุณมีใครเป็นตัวทีเด็ดที่จะพาทีมฝ่าฟันช่วงเวลาอันเลวร้ายนี้ไปได้ เชื่อได้เลยว่าเกินกว่าครึ่งของคำตอบ หาใช่ โรเมลู ลูกากู เมสัน เมานท์ หรือ ฮาคิม ซิเยค ไม่ ! แต่จะเป็น ไค ฮาเวิร์ตซ์ ชายผู้ที่ที่เคยพาทีมขึ้นสู่จุดสูงสุดของวงการฟุตบอลเมื่อปีก่อนคนนี้นั่นเอง !


สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น!*ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด

facebooktwitterreddit