EURO 2020

6 โมเม้นท์สุดช้ำของทีมชาติอังกฤษในศึก ยูโร - FEATURE

Gareth Southgate
Gareth Southgate / Stu Forster/Getty Images
facebooktwitterreddit

แม้ว่าทีมชาติอังกฤษจะเป็นหนึ่งในทีมที่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาแล้วก็ตาม แต่กับศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปหรือ ฟุตบอลยูโร พวกเขายังไม่เคยเฉียดเข้าใกล้แม้แต่รอบชิงชนะเลิศเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ความทรงจำส่วนใหญ่จะเป็นความชอกช้ำระกำทรวงเสียมากกว่า ยามที่ทีม สิงโตคำราม ลงเล่นในรายการนี้พวกเขามักจะเป้นตัวเต็ง แต่ก็ต้องเจอกับเรื่องที่ไม่คาดคิด หรือต้องมีอันเป็นไปก่อนเวลาทุกครั้งไป

และนี่คือ 6 โมเม้นท์สุดช้ำของทีมชาติอังกฤษที่เกิดขึ้นในศึก ยูโร ที่ผ่านมา

1. กินบ๊วยในรอบแบ่งกลุ่ม - ยูโร 1992

John Jensen, Trevor Steven
UEFA Euro '92 Group 1 - Denmark v England / Shaun Botterill/Getty Images

ทีมชาติอังกฤษภายใต้การนำของ “กุนซือหัวผักกาด” อย่าง เกรแฮม เทย์เลอร์ กลายเป็นทีมบ๊วยรอบแบ่งกลุ่มในศึก ยูโร 1992 ที่สวีเดนเป็นเจ้าภาพ โดยไม่ชนะใครแม้แต่เกมเดียว

ตอนนั้นศึกฟุตบอล ยูโร รอบสุดท้ายยังจัดกันในระบบ 8 ทีม โดยทีม สิงโตคำราม อยู่กลุ่มเดียวกับ เดนมาร์ก ที่ถูกเรียกมาขัดตาทัพ, ฝรั่งเศส และ เจ้าภาพ สวีเดน ซึ่งพวกเขาก็ทำผลงานได้ย่ำแย่ด้วยการ เปิดหัวเสมอกับทีม โคนม ไป 0-0 อีก 2 นัดต่อมาแพ้ เลเบลอส์ และเจ้าภาพในสกอร์เดียวกัน 2-1 ทำให้เก็บได้เพียงคะแนนเดียวเท่านั้น และกลับบ้านก่อนใครเพื่อน

แน่นอนว่า เทเลอร์ โดนด่ายับกับผลงานสุดห่วยและการที่ไม่ยอมใช้งาน แกรี ลินิเกอร์ ในเกมสุดท้ายที่เจอกับ สวีเดน ซึ่งทำให้เจ้าตัวตัดสินใจหันหลังให้ทีมชาติหลังจากนั้นเป็นต้นมา

2. การพลาดจุดโทษของ แกเร็ธ เซาธ์เกต - ยูโร 1996

Andreas Kopke, Gareth Southgate
1996 UEFA European Championships England v Germany / Ross Kinnaird/Getty Images

4 ปีต่อมา อังกฤษ มาในรูปโฉมใหม่พร้อมกับการเป็นเจ้าภาพในศึก ยูโร ในสโลแกน “Football’s coming home” ซึ่งตอนนั้นพวกเขามี เทอร์รี เวนาเบิลส์ เป็นกุนซือ และทำผลงานได้ดีในในรอบแบ่งกลุ่มและในรอบ 8 ทีมสุดท้ายสามารถเอาชนะ สเปน ในการดวลจุดโทษได้แบบทุลักทุเล ก่อนจะโจรมาพบกับคู่ปรับอย่าง เยอรมนี ในรอบตัดเชือก

พลพรรคสิงโตคำรามซึ่งได้เปรียบทุกอย่างจากการเป็นเจ้าภาพสามารถสู้กับอดีตแชมป์โลกปี 1990 ได้อย่างสูสีและเมื่อจบ 120 นาทีทั้งคู่ยังเสมอกันอยู่ 1-1 ทำให้ต้องมีการดวลจุดโทษกันอีกครั้งเพื่อหาผู้ชนะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศต่อไป

และเป็นผู้จัดการทีมชาติคนปัจจุบันอย่าง เซาธ์เกต ที่ยิงพลาด ทำให้ทีม อินทรีเหล็ก ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับ สาธารณรัฐเช็ค และคว้าแชมป์ได้สำเร็จ ซึ่งหลังจากนั้นไม่ต้องเดาก็คงรู้ว่ากองหลัง แอสตัน วิลลา ในตอนนั้นโดนสื่อและแฟนบอลถล่มยับตามระเบียบ

อย่างไรก็ตาม ยูโร ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในการทำผลงานที่ดีที่สุดในรายการระดับเมเจอร์สของทีมชาติอังกฤษนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1990 เป็นต้นมา

3. ตกรอบแบ่งกลุ่มอย่างเจ็บปวดด้วยฝีมือ โรมาเนีย - ยูโร 2000

Dorinel Munteanu
Dorinel Munteanu / Shaun Botterill/Getty Images

หลังจากทำผลงานได้น่าประทับใจเมื่อ 4 ปีก่อนใน ยูโร 1996 อังกฤษก็กลับมาสู่รอบสุดท้ายอีกครั้งด้วยภายใต้การนำของ เควิน คีแกน โดยใน ยูโร 2000 มี ฮอลแลนด์ และ เบลเยียม เป็นเจ้าภาพร่วม และพวกเขาก็โดนจับไปอยู่ในกลุ่ม “กรุ๊ปออฟเดธ” ซึ่งมีทั้ง เยอรมนี, โปรตุเกส และ โรมาเนีย 

ทีมของ “คิงเคพ” ทำท่าจะเปิดตัวได้สวยงามในเกมแรกด้วยการออกนำ โปรตุเกส ไปก่อน 2-0 แต่หลังจากนั้นก็เหมือนบอลคนละชั้นเมื่อ รุย คอสต้า, หลุยส์ ฟิโก้ และ นูโน โกเมซ ช่วยกันซัดรวดเดียว 3 ประตูแซงเก็บ 3 แต้มได้อย่างเหนือชั้น

เกมที่สองถือเป็นการชี้ชะตาก็ว่าได้ อังกฤษ ลงสนามแก้มือกับ เยอรมนี แชมป์เก่าและพวกเขาก็ทำสำเร็จด้วยการเอาชนะไปได้ 1-0 จากการทำประตูของ อลัน เชียเรอร์ ทำให้ในเกมสุดท้ายที่เจอกับ โรมาเนีย ขอเพียง 3 คะแนนก็จะลอยลำเข้าสู่รอบน็อคเอ้าท์ได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตามลูกทีมของ คีแกน ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน พวกเขาพ่ายให้กับ โรมาเนีย แบบสุดช้ำด้วยสกอร์ 3-2 โดนเขี่ยตกรอบอย่างน่าขายหน้าไปในปีนั้น

4. พ่ายจุดโทษ โปรตุเกส รอบควอเตอร์ไฟนอล - ยูโร 2004

David Beckham
Euro 2004: Portugal v England / Shaun Botterill/Getty Images

ตอนนั้นถือได้ว่า อังกฤษ เต็มไปด้วยสตาร์ดัง ทั้ง เวย์น รูนีย์, ไมเคิล โอเวน, แฟรงค์ แลมพาร์ด และ เดวิด เบ็คแฮม พร้อมกับยอดกุนซืออย่าง สเวน-โกรัน อีริคสัน แต่พวกเขาก็ไปได้ไกลสุดแค่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเท่านั้น

ทีม สิงโตคำราม โคจรไปเจอกับ “เจ้าภาพ” อย่าง โปรตุเกส และเป็น ไมเคิล โอเวน ที่ยิงประตูขึ้นนำตั้งแต่ 3 นาทีแรก ก่อนที่ รูนีย์ จะได้รับบาดเจ็บจนต้องโดนเปลี่ยนออกในช่วงก่อนพักครึ่ง

เฮลเดอร์ ปอสติก้า ยิงประตูตีเสมอให้กับทีมฝอยทองในนาที 83 และเมื่อถึงช่วงต่อเวลา 30 นาที รุย คอสต้า และ แลมพาร์ด ยิงกันคนละประตูทำให้ทั้งสองทีมต้องไปดวลจุดโทษกันเพื่อหาผู้ชนะต่อไป

เบ็คแฮม และ คอสต้า ต่างพลาดกันทั้งคู่ ก่อนที่ ริคาร์โด้ นายทวารของ โปรตุเกสจะถอดถุงมือโชว์เซฟสำคัญของ ดาริอุส วาสเซล ส่ง ทรีไลอ้อนส์ ตกรอบไปแบบสุดช้ำอีกครั้ง

5. ตกรอบคัดเลือกในยุคของ สตีฟ แม็คคลาเรน - ยูโร 2008

Steve McClaren
Euro2008 Qualifier - England v Croatia / Alex Livesey/Getty Images

หลังจากที่ สเวน-โกรัน อีริคสัน อำลาทีมไปหลังจบฟุตบอลโลก 2006 มือขวาอย่าง สตีฟ แม็คคลาเรน ก็ได้โอกาสในการก้าวขึ้นมาเป็นนายใหญ่ของทีม สิงโตคำราม และภารกิจแรกของเขาคือการต้องพาทีมผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของศึก ยูโร 2008

อังกฤษเปิดหัวรอบคัดเลือกได้อย่างสุดเท่ด้วยการคว้าชัย 2 เกมติดต่อกัน แต่แล้วพวกเขาก็ต้องพ่ายใน 2 เกมสุดท้ายในการพบกับ รัสเซีย และ โครเอเชีย ส่งให้ลูกทีมของ “บิ๊กแม็ค” ตกรอบคัดเลือกอย่างสุดช้ำ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1984 

แน่นอนว่าภาพการยืนกางร่มจิบกาแฟท่ามกลางสายฝนในการคุมทีมนัดสุดท้ายของ แม็คคาเรน กลายเป็นที่ล้อเลียนกันอย่างสนุกสนาน และหลังจากนั้นเจ้าตัวก็โดนไล่ออก โดย เอฟเอ จัดการตั้ง ฟาบิโอ คาเปลโล ขึ้นมาคุมทีมแทน

6. โดน ไอซ์แลนด์ เขี่ยตกรอบน็อคเอ้าท์ - ยูโร 2016

Joe Hart, Gary Cahill, Dele Alli, Wayne Rooney
England v Iceland - Round of 16: UEFA Euro 2016 / Laurence Griffiths/Getty Images

ทีมชาติอังกฤษเข้าสู่ยุคของ รอย ฮ็อดจ์สัน ซึ่งตอนนั้นก็ทำผลงานไม่ได้ดีเด่นอะไร แถมเจ้าตัวเพิ่งพาทีมตกรอบแรกในฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลมาแล้ว แต่ ปู่รอย ยังเกาะเก้าอี้แน่นหวังจะแก้ตัวใน ยูโร 2016 ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพให้ได้

อย่างไรก็ตาม แม้จะหลุดเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายและเจอกับงานง่ายอย่าง ไอซ์แลนด์ แต่ ฮ็อดจ์สัน ก็ทำเรื่องสุดช็อคด้วยการกล้าพาทีมที่มีนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์อย่าง เวย์น รูนย์, แฮร์รี เคน, ราฮัม สเตอร์ลิง, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ เจมี วาร์ดี้ ตกรอบด้วยความพ่ายแพ้ 2-1

หลังจบทัวร์นาเม้นท์ ปู่รอย ประกาศลาออกโดยกล่าวว่า “ผมเสียใจที่มันจบลงแบบนี้ แต่นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น ตอนนี้ถึงเวลาของใครซักคนที่จะเข้ามาสานต่อความกระหายและพรสวรรค์ของนักเตะเหล่านี้แล้ว”


สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น! *ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด

facebooktwitterreddit