ลิเวอร์พูล

ย้อนรอย 5 แมทช์แห่งความทรงจำที่ ลิเวอร์พูล สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นผู้ชนะได้สำเร็จ - FEATURE

ศักย์ศรณ์ เนนเลิศ
Apr 8, 2021, 4:27 AM GMT+7
AC Milan v Liverpool - UEFA Champions League Final
AC Milan v Liverpool - UEFA Champions League Final | Etsuo Hara/Getty Images
facebooktwitterreddit

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ผลการแข่งขัน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2020/21 รอบ 8 ทีมสุดท้ายนัดแรก ลิเวอร์พูล บุกไปพลาดท่าพ่ายให้กับยอดทีมอย่าง เรอัล มาดริด ถึง 3-1 ซึ่งด้วยฟอร์มการเล่น ณ ปัจจุบัน หลายคนอาจจะมองว่าพวกเขาแทบจะหมดโอกาสในการเข้ารอบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่อย่าลืมว่าในอดีต หงส์แดง เคยสร้างปาฏิหาริย์การพลิกเอาชนะมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งแต่ละเกมก็ขึ้นแท่นแมทช์แห่งความทรงจำของแฟนฟุตบอลที่แม้แต่คนที่เป็นสาวกทีมอื่น ๆ ยังจดจำกันได้เป็นอย่างดี วันนี้เราจึงอยากนำเสนอ 5 เกมแห่งความทรงจำที่ ลิเวอร์พูล สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นผู้ชนะได้ โดยจะมีแมทช์ใดบ้าง ตามไปดูกัน...

1. เอฟเอ คัพ 2000/01 นัดชิงชนะเลิศ : อาร์เซนอล 1-2 ลิเวอร์พูล

ย้อนกลับไป 20 ปีก่อน เกมที่ มิลเลเนียม สเตเดียม ในเมืองคาร์ดิฟฟ์ประเทศเวลส์ เป็นการแข่งขันรายการ เอฟเอ คัพ รองชิงชนะเลิศที่ ทัพหงส์แดง ของ เชราร์ อุลลิเยร์ ยอดผู้จัดการทีมผู้ล่วงลับต้องโคจรมาพบกับ อาร์เซนอล รองแชมป์ พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลนั้น

ซึ่งรูปเกมค่อนข้างสูสีแต่เป็น ปืนใหญ่ ที่หาโอกาสจบสกอร์ได้ชัดเจนกว่าเล็กน้อย กระทั่งช่วงท้ายเกมนาทีที่ 74 เฟร็ดดริก ลุงเบิร์ก ได้โอกาสหลุดเดี่ยวก่อนล็อคหลบ เวสเตอร์เฟลด์ และยิงเข้าไปง่าย ๆ เกมทำท่าจะจบด้วยการคว้าแชมป์ของ เดอะกันเนอร์ส แต่แล้วในช่วง 7 นาทีสุดท้าย ยอดกองหน้าอย่าง ไมเคิล โอเวน แผลงฤทธิ์ยิง 2 ประตูในระเวลา 4 นาทีช่วยให้ทีมเบียดแซงคว้าแชมป์มาครองได้ในที่สุด

2. ยูโรปาลีก 2015/16 รอบ 8 ทีมสุดท้าย : ลิเวอร์พูล 4-3 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

บทความที่เกี่ยวข้อง

Chelsea FC v Porto  - UEFA Champions League Quarter Final: Leg Two

เชลซี จอมลิ่วตัดเชือก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แห่งอังกฤษ แต่ เรอัล มาดริด รั้งเบอร์ 1 - FEATURE

เชลซี สร้างสถิติผ่านเข้ารอบชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้มากที่สุดในบรรดาทีมลูกหนังจากอังกฤษถึง 8 ครั้ง ส่วน เรอัล มาดริด เข้าถึงรอบตัดเชือกได้มากสุด 13 ครั้ง

Chatchawal Chatsuwanvilai
|
Apr 16, 2021
NETHERLANDS-UEFA-FBL-SPORT

ยูฟ่า กลับลำทีมร่วม ซูเปอร์ลีก ฟาดแข้งตัดเชือก แชมเปี้ยนส์ลีก-ยูโรปาลีก ฤดูกาลนี้ตามเดิม

สหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) กลับลำให้สโมสรที่ออกตัวเข้าร่วมฟาดแข้งในศึก ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก หวดโปรแกรม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก กับ ยูโรปาลีก รอบรองชนะเลิศ

Tomorn Nuanprasert
|
Apr 20, 2021
Getafe CF v Real Madrid - La Liga Santander

ยูฟ่า เตรียมแบน 3 สโมสรดังอดเล่น แชมเปี้ยนส์ลีก หลังตอบรับโม่แข้ง ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก

ยูฟา เตรียมประชุมหาข้อสรุปการแข่งขัน ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาลนี้ โดย 3 ทีมที่เข้ารอบเซมิไฟนอลทั้ง เชลซี, เรอัล มาดริด และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อาจโดนแบน

Chayapol Thaneewat
|
Apr 20, 2021
FBL-EUR-C1-DORTMUND-MAN CITY

เบลลิงแฮม เด็กอังกฤษวัยกระเตาะสุดยิงได้ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก - FEATURE

จูด เบลลิงแฮม กองกลาง "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์มมุนด์ สร้างสถิตินักเตะชาวอังกฤษอายุน้อยสุดที่ยิงประตูได้ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ด้วยวัยเพียง 17 ปี 289 วัน

Chatchawal Chatsuwanvilai
|
Apr 16, 2021

ย้อนกลับไป 5 ปีก่อนซึ่งเป็นปีแรกของ เยอร์เกน คล็อปป์ กับ ลิเวอร์พูล โดยในรายการ ยูโรปาลีก เขาต้องโคจรมาพบกับทีมเก่าอย่าง ดอร์ทมุนด์ ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

หลังจากเกมแรก หงส์แดง บุกไปยันเสมอมาได้ 1-1 แต่แล้วเริ่มเกมไปได้ไม่ถึง 10 นาที ทัพเสือเหลือบุกมานำก่อน 0-2 จาก มคิตาร์ยาน และ โอบาเมยอง จนจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์ดังกล่าว แต่เริ่มครึ่งหลังไปได้เพียง 3 นาที ยอดกองหน้าอย่าง โอริกี้ มายิงตีไข่แตกช่วยให้ทีมไล่ตามมาเป็น 1-2 อย่างไรก็ตามทีมเยือนมาได้ประตูนำห่าง 1-3 จาก มาร์โก รอยส์ ในาทีที่ 57 แต่ด้วยหัวจิตหัวใจของบรรดาแข้ง เร้ดแมทชีน พวกเขามายิงคืน 3 ประตูรวดจาก คูตินโญ นาทีที่ 66 ซาโก้ นาทีที่ 78 และเป็น ลอฟเรน ที่ซัดประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ช่วยให้ทีมพลิกล็อคผ่านเข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้ายต่อไป

น่าเสียดายที่ปีนั้น หงส์แดง สามารถทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ แต่ต้องไปแพ้ให้กับเจ้าแห่งรายการนี้อย่าง เซบีญา 3-1 ทำให้เป็นได้เพียงรองแชมป์ไปอย่างน่าเสียดาย

3. เอฟเอ คัพ 2005/06 รอบชิงชนะเลิศ : ลิเวอร์พูล 3-3 เวสต์แฮม

เกมแห่งความภาคภูมิใจของสาวก เดอะค็อป เพราะเป็นหนึ่งในเกมที่ "กัปตันเจิร์ด" แบกทีมจนคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ

เวสต์แฮม เป็นฝ่ายบุกมานำก่อนถึง 2-0 ในช่วงครึ่งชั่วโมงแรก จากการทำเข้าประตูตัวเองของ คาร์ราเกอร์ และ จังหวะรับหลุดมือของ เรนา จนทำให้ ดีน แอชตัน มาซ้ำจ่อ ๆ เข้าไป แต่แล้วหลังจากนั้น ลิเวอร์พูล มายิงคืนสองประตูจาก ซิสเซ และ เจอร์ราร์ด ก่อนที่ คอนเชสกี้ จะมายิงไกลสุดสวยให้ ขุนค้อน ออกนำอีกครั้ง เกมทำท่าจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของ หงส์แดง แต่แล้วช่วงทดเวลบาดเจ็บ "สตีวี จี" ซัดไกลนอกกรอบบอลพุ่งเสียบมุมเข้าไปอย่างงดงาม ทำให้ต้องไปดวลกันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ และอย่างที่ทราบกันดีว่า ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้จากการดวลจุดโทษ ที่ เปเป้ เรนา โชว์เซฟแก้ตัวจากในช่วงต้นเกมพาทีมคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จในที่สุด

4. แชมเปี้ยนส์ลีก 2018/19 รอบ 4 ทีมสุดท้าย : ลิเวอร์พูล 4-0 บาร์เซโลนา

เพิ่งจะผ่านมาแบบสด ๆ ร้อน ๆ สำหรับเกมช็อคสายตาแฟนบอลทั้งโลก ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 4 ทีมสุดท้าย ที่ต้องพบกับยอดทีมอย่าง บาร์เซโลนา แถมเกมแรกพวกเขายังบุกไปพ่ายถึง 3-0 ทำให้นัดที่สองจึงเป็นงานที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ รวมถึงทีมจะขาดตัวหลักอย่าง โม ซาลาห์ และ ฟิร์มิโน ในเกมต่อไปอีกด้วย

แต่แล้วแมทช์ที่หลายคนคงไม่คาดฝันว่า หงส์แดง จะมีลุ้นใด ๆ กลับเริ่มต้นจุดประกายความหวังตั้งแต่นาทีที่ 7 จากจังหวะซ้ำจ่อ ๆ ของ โอริกี้ ให้ทีมออกนำ 1-0 หลังจากนั้นเจ้าบ้านพยายามบุกอย่างหนักแบบไร้ความกดดันชนิดที่ไม่มีอะไรจะเสียและเป็น ไวจ์นัลดุม ที่มากด 2 ประตูรวดในนาทีที่ 54 และ 56 ให้ทีมไล่ต้อน บาร์ซ่า 3-0 กระทั่งจังหวะในตำนานที่ เทรนต์ เล่นเตะมุมเร็วมาให้กับ โอริกี้ ยิงจ่อ ๆ เข้าไปเป็นประตูชัยให้ ลิเวอร์พูล พลิกนรกเอาชนะเต็งหนึ่งอย่าง บาร์เซโลนา ไปได้ด้วยสกอร์รวม 4-3

ก่อนที่ในที่สุดปีนั้นพวกเขาจะคว้าแชมป์ยุโรปมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ด้วยการเอาชนะ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ 2-0 ในรอบชิงชนะเลิศนั่นเอง

5. แชมเปี้ยนส์ลีก 2004/05 รอบชิงชนะเลิศ : เอซี มิลาน 3-3 ลิเวอร์พูล

หนึ่งในเกมที่ดราม่ามากที่สุดตลอดการในวงการฟุตบอล "มิราเคิล ออฟ อิสตันบูล" รอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อปี 2005 ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับยอดทีม ณ เวลานั้นอย่าง เอซี มิลาน

ซึ่งรูปเกมเป็น ยักษ์ใหญ่จากอิตาลี ที่ทำได้ค่อนข้างดีกว่า โดย มัลดินี ยิงประตูให้ทีมออกนำไปก่อนตั้งแต่นาทีแรก ก่อนที่ เครสโป จะมาเหมา 2 ประตูในช่วงท้ายครึ่งแรกให้ มิลาน นำห่างถึง 3-0 ในช่วงพักครึ่งเวลา ทั้งสกอร์ทั้งรูปเกม แฟน ๆ ลิเวอร์พูล หลายคนคงปิดไฟนอนเป็นที่เรียบร้อย แต่แล้วหลังจากเริ่มครึ่งเวลาหลังในนาทีที่ 54 เจอร์ราร์ด มาโหม่งตีไข่แตกให้ทีมไล่ขึ้นมา ก่อนที่ ซมิเซอร์ จะยิงไกลสุดสวยให้ทีมตามมาเป็น 3-2 และ อลอนโซ ซ้ำจุดโทษของตัวเองตีเสมอ 3-3 ได้สำเร็จโดยทั้ง 3 ลูกใช้เวลาเพียง 6 นาทีเท่านั้น ช่วงที่เหลือของเกม ปีศาจแดงดำ พยายามบุกอย่างหนักแต่ต้องกราบงาม ๆ ให้กับ เจสซี ดูเด็ค ที่โชว์เซฟยิ่งกว่า "นักเตะเซี้ยวลิ้มยี่" ยื้อจนมาถึงช่วงดวลจุดโทษได้สำเร็จ และก็อย่างที่ทราบกัน นายด่านชาวโปแลนด์ก็ท็อปฟอร์มเป็นฮีโรเซฟช่วยทีมจนคว้าแชมป์มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ในที่สุด

สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น!*ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด

facebooktwitterreddit