Kevin De Bruyne

[OPINION] 5 แข้งพรีเมียร์ลีก ผู้เคยถูกขายทิ้งอย่างไม่ใยดี ก่อนจะพลิกชีวิตขึ้นใหม่ได้อีกครั้ง



"โลกแห่งฟุตบอลไม่เคยมีอะไรแน่นอน" นี่เป็นประโยคที่คอลูกหนังมักจะได้ยินอยู่บ่อย ๆ จากปากของคนในวงการ ซึ่งถ้าหากติดตามดูการแข่งขันและข่าวสารต่าง ๆ มานานพอก็ย่อมรู้ว่านี่คือเรื่องจริง


เส้นทางค้าแข้งของนักเตะแต่ละคนเองก็ถือว่าเข้าข่ายนั้นเพราะมีหลาย ๆ คนที่เคยล้มเหลวมาก่อนแล้วพลิกชะตาฟ้าลิขิตกลับมาประสบความสำเร็จได้ภายหลัง


และนี่ก็คือ 5 แข้งดาวดังผู้เคยล้มเหลวจนถูกทีมเก่าขายทิ้งอย่างไม่ใยดีก่อนกลับมาสร้างความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้งแบบไม่มีใครคาดคิด



1. เควิน เดอ บรอยน์



คอลูกหนังทุกคนน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า เควิน เดอ บรอยน์ เคยเป็นดาวรุ่งที่ เชลซี เซ็นสัญญาด้วยในช่วงปี 2012 แต่กลับไม่สามารถสร้างความประทับใจใด ๆ ให้เห็นได้เลยเพราะถูกส่งยืมเกือบตลอดเวลา


สุดท้ายเขาก็ถูกขายออกไปอยู่กับ โวล์ฟสบวร์ก ในบุนเดสลีกาด้วยค่าตัว 18 ล้านปอนด์ และหลังจากนั้นไม่นานคนจากทางฝั่งสิงโตน้ำเงินครามเริ่มรู้ตัวแล้วว่าทำผิดพลาดมหันต์ลงไป


เดอ บรอยน์ ระเบิดฟอร์มสุดยอดออกมาต่อเนื่องจนกลายเป็นหนึ่งในกลางรุกที่เก่งสุดของวงการลูกหนังเยอรมัน ณ เวลานั้น แถมยังช่วยให้หมาป่าเมืองเบียร์คว้าแชมป์ได้ถึง 2 รายการคือ เดเอฟเบ โพคาล และ ซูเปอร์คัพ 


แต่สถิติที่น่าทึ่งกว่านั้นก็คือตลอด 3 ฤดูกาล สตาร์ชาวเบลเยียมยิงได้ 20 ประตู 37 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 72 นัดในทุกรายการจน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอมทุ่มเงินก้อนโตซื้อเสริมทัพ 


จากนั้นก็เป็นอย่างที่เห็น เดอ บรอยน์ คือ 1 ในนักฟุตบอลระดับโลกที่ถูกยกย่องว่าเก่งสุดในยุคปัจจุบันไปเรียบร้อยแล้วนั่นเอง


2. โรเมลู ลูกากู


ในวันที่ โฆเซ มูรินโญ ซื้อเจ้าบิ๊กตู้มาจาก เอฟเวอร์ตัน ด้วยค่าตัวสูงถึง 75 ล้านปอนด์  เขาคือคนที่ทำให้หัวใจของสาวก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พองโตมากจนน่าเหลือเชื่อ แถมผลงานก็ไม่ใช่ธรรมดา ตะบันไป 27 ประตูจากทุกรายการเลยทีเดียว


อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างที่ ลูกากู ทำลงไปนั้นไม่ได้ช่วยการันตีเลยว่าเขาจะประสบความสำเร็จในฐานะกองหน้าทัพปีศาจแดงได้ตามที่หวังไว้ เพราะปีถัดมาสถานการณ์เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเรื่อง ฟอร์มตก, โดนดร็อป, ถูกเปลี่ยนตำแหน่ง ฯลฯ โดยเฉพาะหลัง โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ เข้ามาเป็นกุนซือแล้วยิ่งได้รับโอกาสลงสนามน้อยกว่าปกติมาก


สุดท้าย ลูกากู ก็โดนปล่อยไปให้ อินเตอร์ มิลาน ในช่วงต้นฤดูกาล 2019-20 ซึ่งเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ เพราะภายใต้การนำของกุนซือ อันโตนิโอ คอนเต้ ดาวยิงชาวเบลเยียมจัดการตะบันไปแล้วถึง 23 เม็ดจาก 35 เกม แถมฟอร์มยังยอดเยี่ยมเหลือเชื่อจนกลายเป็นคนที่มีอิทธิพลสูงมากต่อทัพงูใหญ่ในระดับที่ขาดไม่ได้ซะแล้ว



3. โมฮาเหม็ด ซาลาห์


เส้นทางค้าแข้งของ ซาลาห์ เรียกว่ามีขึ้นมีลงตามสูตรเลย เพราะเขาเริ่มจากการเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่ถูกยกย่องเรื่องพรสวรรค์มาตอนเล่นให้ บาเซิล จนมีหลายทีมใหญ่พยายามแย่งซื้อตัวกันอุตลุด


สุดท้าย ซาลาห์ ก็เลือกเซ็นสัญญากับ เชลซี โดยมีความหวังว่า โฆเซ มูรินโญ จะช่วยพัฒนาให้เขาเก่งและประสบความสำเร็จได้มากขึ้น แต่มันเป็นทางเลือกที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง


ปีถัดมา ซาลาห์ ถูกปล่อยไปให้ ฟิออเรนตินา ยืมใช้งานซึ่งถือเป็นการจุดประกายให้ไฟที่กำลังจะมอดดับสนิทได้ส่องประกายขึ้นมาอีกครั้ง แต่ทาง เชลซี ก็ยังไม่เห็นคุณค่าในตัวของปีกชาวอียิปต์อยู่ดีจึงส่งให้ โรมา ยืมตัวต่ออีกหนึ่งปีแล้วขายขาดเพื่อเอาเงินเข้าสโมสรดีกว่า


ทันทีที่ ซาลาห์ กับ เชลซี หมดสิ้นพันธะต่อกันเขาก็เหมือนได้เกิดใหม่กลายร่างเป็นซูเปอร์ไซย่าเพราะระเบิดฟอร์มการเล่นอันร้อนแรงด้วยผลงาน 34 ประตู 22 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 83 นัดกับ หมาป่ากรุงโรม


ปี 2017 ซาลาห์ ได้ย้ายมา ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัว 34 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นที่ที่เขาสร้างผลงานบันลือลั่นออกมาจนกลายเป็นนักเตะระดับโลกอย่างทุกวันนี้


4. เจอโรม บัวเต็ง


เจอโรม บัวเต็ง เป็นนักฟุตบอลที่สร้างชื่อในฐานะกองหลังจอมแกร่งได้ตั้งแต่ยังเป็นดาวรุ่ง เพราะในช่วงที่อายุประมาณ 20 ปี เขาก็ลงเล่นให้ แฮร์ธา เบอร์ลิน และ ฮัมบูร์ก รวมกันมากกว่า 100 นัดแล้ว


จากนั้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็เซ็นสัญญาดึงเอา บัวเต็ง เข้ามาเสริมทัพด้วยค่าตัว 10.4 ล้านปอนด์เมื่อปี 2010 แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถสร้างความประทับใจได้เลยจนกระทั่งโดนขายทิ้งแบบไม่เหลือเยื่อใยในฤดูกาลถัดมา


ทีมที่เข้ามาโอบอุ้ม บัวเต็ง ผู้กำลังสูญเสียความมั่นใจเพราะล้มเหลวในอังกฤษก็คือ บาเยิร์น มิวนิค นั่นเอง และคงไม่มีใครเชื่อว่าสุดท้ายเขาจะพลิกชีวิตกลายมาเป็นกองหลังตัวท็อปของโลกได้สำเร็จ พร้อมอยู่ค้าแข้งให้ทัพเสือใต้ยาวนานถึงปัจจุบัน (9 ฤดูกาล)

5. เอดิน เซโก้


เซโก้ เป็นอีกหนึ่งคนที่สร้างชื่อเสียงในฐานะยอดสไตรเกอร์มาอย่างยาวนาน แต่กลับเสียคนตอนอายุมากแล้ว เพราะผลงานของเขาตั้งแต่สมัยอยู่ โวล์ฟสบวร์ก รวมถึง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงหลายปีแรกนั้นคือระดับท็อปของทวีปเลยทีเดียว


ดาวยิงร่างโย่งเซ็นสัญญาย้ายจาก หมาป่าเมืองเบียร์ มาอยู่กับ เรือใบสีฟ้าในลีกอังกฤษเมื่อปี 2010 โดย 4 ปีแรกนั้นถือว่าเป็นคนสำคัญที่ช่วยสร้างสรรค์เกมรุกและยิงประตูมากมายจนคว้าแชมป์ได้ถึง 5 รายการ


แต่ปัญหาคือฤดูกาล 2014-15 เซโก้ ถูกลดบทบาทไปจนแทบหมดความสำคัญ และนั่นทำให้ชีวิตวัย 30 ปีของเขาในฐานะนักฟุตบอลอาชีพแทบจะพังจนแก้ไขอะไรไม่ได้อีก


เดชะบุญ ปีถัดมา หมาป่ากรุงโรม โรมา ก็ยืมตัวไปใช้งาน ซึ่งนั่นทำให้พรสวรรค์ของ เซโก้ กลับมาถูกจุดจนลุกโชนอีกครั้งจนกลายเป็นหนึ่งในสไตรเกอร์ที่ดีสุดของ กัลโช เซเรียอา มานานถึง 5 ปีติดเลย


สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น!*ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด