สถานการณ์ของ โชเซ มูรินโญ กับ ​ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ นั้นถ้าเปรียบเหมือนกับมวยก็คงเรียกได้ว่าได้ระฆังช่วยชีวิตเอาไว้พอดี


ก่อนที่เกม​ พรีเมียร์ลีก จะหยุดเตะเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผลการแข่งขันของทีม ไก่เดือยทอง นั้นจัดได้ว่าเข้าขั้นย่ำแย่ชนิดที่ทำให้แฟนบอลอยากจะเลื่อนเตะออกไปอีกซัก 3 เดือน ดีที่มีการเลื่อนการแข่งขันออกไปเสียก่อน มิเช่นนั้นอาจะเห็นพวกเขาพังพาบมากกว่านี้


6 เกมหลังสุดเมื่อรวมทุกรายการก่อนเบรกหนีโรคร้าย สถิติของ มูรินโญ ในการคุม สเปอร์ส นั้นเรียกได้ว่า ‘ห่วยบรม’ก็ว่าได้


6 เกมที่ว่านั้นแบ่งเป็น พรีเมียร์ลีก 3 นัด ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก 2 นัด และ เอฟเอคัพ 1 นัด โดยพวกเขาทำได้เพียง เสมอ 2 นัดและแพ้ไป 4 นัด แต่ถ้ามาลงรายละเอียดจริง ๆ จะพบว่านัดที่เสมอกับ นอริช ซิตี้ ในศึก เอฟเอคัพ นั้นท้ายที่สุดแล้วพวกเขาแพ้การดวลจุดโทษคาบ้าน ตกรอบไปอย่างเจ็บปวด


เกมในลีก 3 นัดนั้นพลพรรคคลับไก่เก็บได้เพียงแต้มเดียวจากเกมล่าสุดที่ไล่ตีเสมอ เบิร์นลีย์ ส่วน 2 เกมก่อนหน้านั้นคือการพ่ายให้กับ วูล์ฟแฮมตัน และ เชลซี


Giovani Lo Celso,Mason Mount


ส่วนในฟุตบอลยุโรปนั้นเจ็บปวดยิ่งกว่าตรงที่พวกเขาพ่าย แอร์เบ ไลป์ซิก แบบทั้งไปและกลับแถมยิงประตูไม่ได้แม้แต่ลูกเดียว หมดลายรองแชมป์ไปเลย


แน่นอนว่าสาเหตุหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในช่วงที่ผลงานตกต่ำดำดิ่งเช่นนี้ก็คืออาการบาดเจ็บหนักของ แฮร์รี เคน และ ซน เฮือง-มิน 2 กองหน้าตัวผลิตสกอร์ที่ดันหายไปจากทีมในเวลาไล่เลี่ยกัน


แม้ว่าจะมี ลูคัส มูรา, เดเล อัลลี หรือปีกตัวใหม่อย่าง สตีเวน เบิร์กไวจ์ แต่ก็ช่วยอะไรทีมไม่ได้มาก แถมรายหลังยังดันมาเจ็บหนักก่อนจะพักยาวเสียอีก เรียกได้ว่าสุดซวยกันก็คราวนี้


อย่างไรก็ตามอีกหนึ่งเหตุผลที่หลายคนตั้งข้อสังเกตก็คือ หรือว่า โชเซ มูรินโญ จะไร้น้ำยาเสียแล้ว ทำไมจึงมีคนคิดเช่นนั้น?


ประเด็นที่หลายคนตั้งข้อสังเกตก็คือ แท็คติกของเฮียมูนั้นมันยังใช้ได้กับฟุตบอลสมัยนี้หรือไม่ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วง 2-3 ปีหลังมานี้รูปแบบการเล่นที่เป็นที่นิยมกันมากมายสำหรับทีมระดับท็อปนั้นก็คือ การเล่นเพรสซิ่งและเน้นการครองบอลเป็นหลัก


FBL-ENG-PR-MAN CITY-LIVERPOOL


จะเห็นได้ว่าทีมระดับท็อปซิกของ พรีเมียร์ลีก พยายามที่จะเล่นในแบบนี้แทบทั้งสิ้น จะได้ผลไม่ได้ผลอย่างไรก็ตามแต่ศักยภาพของทีม แต่ที่ทำให้เห็นว่ามันใช้ได้จริง ๆ และทำให้ประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมได้ก็คือ ​แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา และ ​ลิเวอร์พูล ของ เยอร์เก้น คล็อปป์


ในช่วง 2 ปีหลังทั้ง 2 ทีมเรียกได้ว่าแทบจะครองยุโรปเลยก็ว่าได้ ซิตี้ คว้าทริปเปิลแชมป์เมื่อปีก่อนอย่างยิ่งใหญ่ ในขณะที่ หงส์แดง ก็ประกาศศักดาเป็นเจ้ายุโรปด้วยสไตล์เกเก้นเพรสซิ่งอันโด่งดัง


ในขณะที่ สเปอร์ส ไล่โค้ชเกมรุกอย่าง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน ที่พาทีมเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ​แชมเปี้ยนส์ลีก ออกไป และพวกเขาเอาโค้ชจอมแท็คติกอย่าง มูรินโญ เข้ามา ซึ่งแนวทางการทำทีมนั้นมันคนละเรื่องคนละทิศละทางกันเลยทีเดียว


เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดาเมียน โคมอลลี อดีตผู้อำนวยการสโมสรก็ออกมาตั้งข้อสังเกตเหมือนกันโดยตั้งประเด็นขึ้นมาว่า สไตล์การทำทีมของ มูรินโญ นั้นเหมาะสมกับทีมแล้วจริงหรือ?


โคมอลลี ระบุว่า การแต่งตั้งกุนซือฝอยทองมาเป็นหัวเรือใหญ่ของทีมนั้นดูเหมือนว่าจะขัดกับวัฒนธรรมของสโมสร และยังทิ้งท้ายว่า เดอะสเปเชียลวัน ควรจะปรับตัวให้เข้ากับทีมให้ได้เพื่อพาทีมกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง


Dimitar Berbatov


เข้าใจว่าวัฒนธรรมที่ท่าน ผอ. ว่านั้นก็คือสไตล์การเล่นอันเร้าใจของคลับไก่ คือบุกแหลก ลุยเป็นลุย แลกเป็นแลก ซึ่งจะเห็นได้ว่าพวกเขาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันพวกเขาไม่เคยขาดกองหน้าดาวซัลโวเลยซักคน ไล่กันมาตั้งแต่ แกร์รี ลินิเกอร์, เจอร์เก้น คลินส์มันน์, เลส เฟอร์ดินานด์, เท็ดดี้ เชอร์ริงแฮม, ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ และล่าสุด แฮร์รี เคน


แม้ไอ้เกมบุกที่ว่านั้นก็ใช่ว่าจะพาทีมประสบความสำเร็จเสมอไป อย่างมากพวกเขาก็ได้แค่วนเวียนลุ้นบอลถ้วยอย่าง เอฟเอคัพ และ ลีกคัพ และนับตั้งแต่มี พรีเมียร์ลีก มา ท็อตแนม เข้าใกล้การเป็นแชมป์ลีกเพียงครั้งเดียวเมื่อปี 2017 ซึ่งครั้งนั้นเป็น เชลซี ของ อันโตนิโอ คอนเต้ ที่ได้แชมป์ไปครอง แต่บรรดาแฟนบอลก็ภูมิใจที่ทีมของพวกเขานั้นเป็นหนึ่งในทีมที่เล่นฟุตบอลได้สนุกที่สุดใน พรีเมียร์ลีก


ทั้งหมดทั้งมวลนี้มันสวนทางกับสไตล์ของ มูรินโญ อย่างที่ว่าไว้ เพราะเขาเป็นกุนซือที่เน้นผลการแข่งขัน เน้นชัยชนะ และความสำเร็จ มันจึงไม่แปลกถ้านักเตะ ไก่เดือยทอง จะเริ่มทำผลงานได้ย่ำแย่ นั่นเป็นเพราะพวกเขากำลังต้องปรับตัวกับแนวทางใหม่ของกุนซือคนใหม่


ถ้าใครนึกภาพไม่ออกว่าอนาคตของ สเปอร์ส จะเป็นอย่างไรก็ลองนึกย้อนกลับไปใกล้ ๆ นี้ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ถามเด็กผีได้เลยว่าในยุคน้ามูนั้นพวกเขารู้สึกกันอย่างไรเมื่อเห็นทีมลงสนาม


จะว่าไปสไตล์การเล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด และ สเปอร์ส ก็ไม่ได้ต่างกันมาก คือเป็นพวกลุยแหลก ถอยหลังเป็นล้มทั้งคู่ แต่เมื่อดูผลงานของทีม ปีศาจแดง ในมือ มูรินโญ ก็น่าจะพอนึกภาพอนาคตของคลับไก่ออกเช่นกัน


Son Heung-Min


ไม่มีใครเถียงเรื่องความสามารถของผู้จัดการทีมจอมแท็คติกรายนี้ เพราะของพวกนี้การันตีได้จากถ้วยรางวัลมากมาย แต่กับการต้องมาเปลี่ยนสไตล์หรือวัฒนธรรมของ ไก่เดือยทอง ให้เป็นทีมที่เล่นเน้นผลการแข่งขันนั้นมันจะใช่อย่างที่แฟนบอลต้องการหรือไม่


อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราได้เห็นจากในอดีตนั้นอาจจะยังต้องรอการพิสูจน์ต่อไป เพราะอย่าลืมว่าแม้ผลงานจะย่ำแย่ในตอนนี้ แต่ด้วยการที่ไม่ได้นักเตะเสริมทัพในช่วงเดือนมกราคมตามที่ต้องการ และด้วยอาการบาดเจ็บของนักเตะตัวหลัก แค่นี้ก็สาหัสมากแล้ว


ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ อดีตกองหน้าของ ไก่เดือยทอง ก็เห็นด้วยว่านี่แค่ผ่านไป 3-4 เดือนเอง ให้เวลาเฮียแกหน่อย ตัวผู้เล่นก็ไม่ได้ซื้อเยอะ ตัวหลักก็เจ็บ รอซัมเมอร์นี้และดูการทำทีมในซีซันหน้าแบบเต็ม ๆ กันอีกครั้ง


ดังนั้นช่วงที่เหลือของซีซันอาจจะยังไม่สามารถบอกอนาคตของ มูรินโญ ได้อย่างชัดเจนนัก แม้กระทั่งว่าจะได้แข่งต่อหรือไม่ก็ยังไม่รู้


แต่ที่แน่ ๆ ถ้าซีซันหน้ายังล้มลุกคลุกคลานแบบนี้เหมือนเดิม มันก็อาจจะพิสูจน์ได้ว่า เดอะสเปเชียลวัน คนนี้กลายเป็นกุนซือตกยุคไปแล้วจริง ๆ


นอกเสียจากว่ามีแชมป์ติดไม้ติดมือบ้าง ข้อครหานั้นก็คงหมดไป


Jose Mourinho



สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น!*ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด