พึ่งจะประกาศแขวนสตั๊ดไปเมื่อปีก่อนนี้เอง สำหรับแข้งเลือดกระทิงดุ เฟอร์นันโด ตอร์เรส กองหน้าซูเปอร์สตาร์ที่ผ่านประสบการณ์กับสโมสรยักษ์ใหญ่มากมาย ทั้ง แอตเลติโก มาดริด ลิเวอร์พูล เชลซี เอซี มิลาน จนกระทั่งมามาปิดฉากชีวิตการค้าแข้งที่ ซากัน โทสุ ทีมในศึกเจลีกประเทศญี่ปุ่น เมื่อช่วงกลางปี 2019 ที่ผ่านมา


ซึ่งเรื่องราวของ "เอล นินโญ" นั้น แน่นอนมว่ามีมากมายชนิดที่พูดกันทั้งวันก็ไม่จบ แต่วันนี้เราจะหยิบยกประเด็นที่มีคนถกเถียงกันมากที่สุดเรื่องหนึ่งมาวิเคราะห์ในอีกแง่มุมที่คุณอาจยังไม่เคยทราบมาก่อน ในประเด็นที่ว่า จริงหรือ ? ที่ ตอร์เรส ล้มเหลวกับ เชลซี 

ก็อย่างที่กล่าวไป ที่จริงแล้วเรื่องนี้ก็มักจะเป็นหัวข้อที่นำมาถกเถียงกันอยู่บ่อย ๆ เมื่อพูดถึงกองหน้าวชาวสเปน รายนี้ ซึ่งมันคงต้องเท้าความไปก่อนหน้านั้น ช่วงที่เจ้าตัวระเบิดฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจกับ ลิเวอร์พูล ตั้งแต่ปีแรกที่ย้ายมาเล่นใน พรีเมียร์ลีก โดยตลอด 3 ปีครึ่งในถิ่น แอนฟิลด์ เขาซัดไปถึง 81 ประตูให้กับ ทัพหงส์แดง รวมทุกรายการด้วยกัน


จนกระทั่งเดือนมกราคม ปี 2011 เชลซี จัดการทุบกระปุกควักเงินกว่า 52 ล้านปอนด์ กระชากตัวดาวยิงขวัญใจ เดอะค็อป มาร่วมทีม จุดนี้แหละ ! ที่หลายคนมองกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของขาลงในชีวิตการค้าแข้งของเขาคนนี้ ซึ่งมันก็ไม่แปลกที่ใครจะคิดเช่นนั้น เพราะแค่ครึ่งซีซั่นแรกกับ สิงห์บลู เจ้าตัวก็ซัดไปทั้งสิ้น 1 ประตูถ้วนจากทั้งหมด 18 เกม ในนัดที่พบกับ เวสต์แฮม ชนิดที่ได้สภาพสนามที่ชุ่มน้ำเป็นตัวช่วยให้ได้ประตูอีกต่างหากในวันนั้น 

Chelsea's new signing, Spanish striker F

เกิดอะไรขึ้นกับเขา ! แฟน ๆ สิงห์ไฮโซ ต่างตั้งคำถามในตัวของ บุรุษเจ้าของค่าตัวกว่า 50 ล้าน หรือจะเป็นเพราะเพราะปัญหาความฟิต ? การบาดเจ็บ ? การปรับตัว ? ซึ่งคนก็ตีความกันไปต่าง ๆ นา ๆ กระทั่งฤดูกาลใหม่เริ่มต้นพร้อมกุนซือหน้าใหม่ไฟแรง อังเดร วิลาส-โบอาส ทำให้แฟนบอลคาดหวังว่า นี่อาจจะเป็นนิมิตหมายอันดีที่ ตอร์เรส จะได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง 


แต่แล้วเหล่าแฟนคลับก็ต้องพบกับผิดหวัง ที่เจ้าตัวไม่สามารถคืนฟอร์มเก่งได้ และเห็นได้ชัดว่าความมั่นใจของเขานั้นหายไปจากเดิมมากพอสมควร แถมผลงานของทีมยังย่ำแย่ ทำให้บอร์ดเลือกที่จะปลดกุนซือหนุ่มจาก ปอร์โต้ ออกไป และตั้ง โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ เข้ามาคุมทีมแทน จนกระทั่งพาทีมพลิกสถานการณ์จบซีซั่นด้วยการคว้าแชมป์ติดมือมาถึง 2 รายการด้วยกัน ทั้ง เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แต่แน่นอนผลงานส่วนตัวของ ตอร์เรส ยังคงย่ำแย่ ยิงได้เพียง 12 ประตูจาก 49 เกมรวมทุกรายการเท่านั้น

Fernando Torres

ต่อมาในปี 2012/13 ช่วงต้นฤดูกาลเหมือนกับว่าเขาจะเริ่มคล่ำเป้าเจออีกครั้ง แต่แล้วกลางฤดูกาลก็กลับมาเงียบกริบเช่นเดิม กระทั่ง โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ถูกปลด และเป็น ราฟา เบนิเตซ ชายผู้นำตัวเขามาสู่ลีกเมืองผู้ดี เข้ามาคุมทีมแทน ซึ่งผลงานของ ตอร์เรส ก็ดูดีขึ้นมาเล็กน้อย แต่จะยิงเยอะในฟุตบอลถ้วยเป็นส่วนใหญ่ จนสามารถคว้าแชมป์ ยูโรปาลีก มาครองได้ในปีนั้น

 

จากนั้นปี 2013/14 ภายใต้การคุมทีมของ โชเซ มูรินโญ หัวหอก No.9 ก็ยังคงไม่สามารถเรียกวิญญานเพชรฆาตกลับคืนมาได้ ด้วยผลงานเพียง 11 ประตูในทุกรายการ แถมทีมยังจบซีซั่นแบบมือเปล่า และปีนี้เองคือฤดูกาลสุดท้ายของเขาในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ เพราะซีซั่นต่อมาเจ้าตัวได้ถูกปล่อยตัวให้กับกับ เอซี มิลาน และ แอตเลติโก มาดริด ปิดตำนาน "เอล นินโญ" ในลีกสูงสุดแห่งเมืองผู้ดีนับจากนั้นเป็นต้นมา

Fernando Torres

ว่ากันมาซะยืดยาว แต่ที่กล่าวไปทั้งหมดนั้นเป็นมุมมองมุมหนึ่งที่แฟน ๆ ฟุตบอลหลายคนมองชีวิตในลอนดอน ของ ตอร์เรส ว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่หาก.. ลองมองอีกมุมหนึ่งที่ต่างออกไป บางทีชีวิตภายใต้สีเสื้อน้ำเงินครามของเขา อาจจะไม่แย่ขนาดนั้นก็ได้ เริ่มจาก


ครึ่งซีซั่นแรก แน่นอนว่าเป็นการเริ่มต้นที่ไม่ดีเท่าใดนัก แต่ในปีต่อมาเจ้าตัวพยายามปรับสไตล์การเล่นให้มีประโยชน์กับทีมมากที่สุด แม้จะทำได้เพียง 11 ประตู แต่ก็สามารถแอสซิสต์ให้กับเพื่อนร่วมทีมได้มากถึง 16 ครั้ง อีกทั้งยังมีส่วนสำคัญในการช่วยทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประตูแห่งความทรงจำที่ คัมป์ นู ในรอบ 4 ทีมสุดท้าย ที่แฟน ๆ สิงห์บลู ยกให้เป็นประตูมูลค่า 50 ล้านปอนด์กันเลยทีเดียว

ซีซั่นต่อมาหลังจากคว้าถ้วยบิ๊กเอียร์, เอฟเอ คัพ และ แชมป์ยูโร 2012 กับทีมชาติสเปน พร้อมดีกรีดาวซัลโวสูงสุดของทัวร์นาเมนต์มาได้ ดูเจ้าตัวจะมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นมาอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจาก ราฟา เบนิเตซ เข้ามาคุมทีมชั่วคราวแทนที่ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ดูได้จากผลงานที่ทำไปถึง 22 ประตูกับ 11 แอสซิตในทุกรายการ ซึ่งมากที่สุดในการค้าแข้งที่เมืองผู้ดีตลอด 8 ปี เป็นรองเพียงฤดูกาล 2007/08 สมัยอยู่กับ ลิเวอร์พูล เท่านั้น ที่ทำไปได้ 33 ประตูกับ 5 แอสซิสต์ 


นอกจากนี้ในซีซั่น 2012/13 นั้นเอง เจ้าตัวยังเป็นผู้ยิงประตูสำคัญช่วยเบิกร่องให้กับทีมในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า ยูโรปาลีก ที่พบกับ เบนฟิก้า จนสุดท้ายเกมจบลงด้วยชัยชนะของ สิงโตน้ำเงินคราม สร้างประวัติศาสตร์คว้า 2 ถ้วยยุโรปในเวลา 2 ปีติดต่อกันได้สำเร็จ


แน่นอนว่า ตอร์เรส อาจจะไม่ใช่กองหน้าที่ดีที่สุดของสโมสร แถมผลงานก็ค่อนข้างผิดไปจากความคาดหวังพอสมควรคล้ายกับเหล่าแข้งบิ๊กเนมในอดีต เช่น อังเดร เชฟเชนโก้ เฮอร์นัน เครสโป มาเตยา เคซมัน หรือแม้แต่ อัลบาโร โมราต้า แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ เอล นินโญ แตกต่างออกไปก็คือ ความมุ่งมันและทุ่มเทที่มอบให้กับสโมสรอย่างเต็มที่ ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองไปอย่างไม่ย่อท้อแม้จะถูกตำหนิติเตียนมากเพียงใด จนในที่สุดก็สามารถกลายเป็นส่วนสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรได้สำเร็จ

Chelsea's Spanish forward Fernando Torre

แม้ เฟอร์นันโด ตอร์เรส ไม่ได้ถูกจดจำในฐานะตำนานกองหน้าของ เชลซี เหมือนอย่าง จิอันฟรังโก โซลา หรือ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ไม่มีเทสติโมเนียลแมทช์ หรือรูปปั้นอนุสาวรีย์ใดใดกับสโมสร แต่เชื่อได้เลยว่าผลงานที่เจ้าตัวฝากเอาไว้ รวมถึงความสำเร็จสูงสุดในยุคที่มีเขายืนตระหง่านเป็นหัวหอกตัวความหวังนั้น จะถูกจดจำและตราตึงอยู่ในหัวใจของแฟนบอล สิงโตน้ำเงินคราม ไปอีกนานแสนนานอย่างแน่นอน...   


สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น!*ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด