James Maddison,Cesar Azpilicueta

[OPINION] 5 เหตุผลที่ทำให้ เชลซี และ เลสเตอร์ กลายมาเป็นคู่แข่ง หงส์แดง ในการล่าแชมป์อย่างเต็มตัว



หลังจากเกมบิ๊กแมทช์ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ส่งผลให้  แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หล่นร่วงลงไปอยู่อันดับที่ 4 และเปิดเผยอีกสองโฉมหน้าคู่แข่งรายใหม่ของ หงส์แดง ในซีซั่นนี้อย่างเต็มตัว แน่นอนว่าไม่ใช่ใครที่ไหน สองอดีตแชมป์ พรีเมียร์ลีก เลสเตอร์ ซิตี้ และ เชลซี นั่นเอง !


ทั้งสองทีม ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 2 และ 3 โดยมีแต้มห่างจากจ่าฝูง ลิเวอร์พูล 8 คะแนนเท่ากัน ระยะห่างขนาดนี้ดูจะไม่มากไม่น้อยเกินไป หากเทียบกับเส้นทางอันยาวไกลที่ยังเหลืออยู่ในซีซั่นนี้ วันนี้เราจะมาดูกันว่าทำไมทั่งคู่ถึงทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจผิดจากที่หลาย ๆ คนคาดกันไว้มาก จนขยับขึ้นมาเป็น ผู้ท้าชิง แชมป์ลีกในประเทศที่ว่ากันว่าโหดหินมากที่สุดที่หนึ่งของโลก.. 

1. ผลงานที่ไม่เปรี้ยงปร้าง แต่ดูสม่ำเสมอ


สิ่งที่เหมือนกันของทั้ง เชลซี และ เลสเตอร์ คือ การเริ่มต้นซีซั่นได้ไม่สวยหรูเท่าใดนัก 2 เกมแรก เชลซี บุกไปแพ้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เละเทะ 4-0 ส่วนเกมต่อมาก็เปิดบ้านเสมอ เลสเตอร์ 1-1 ส่วนด้านทีม จิ้งจอกสยาม เปิดฤดูกาล 2 เกมแรกด้วยผลเสมอทั้งสองเกม ซึ่งกว่าพวกเขาจะหาชัยชนะเจอ ต้องรอถึงสัปดาห์ที่ 3 ของ พรีเมียร์ลีก เลยทีเดียว


หลังจากนั้น ทั้งสองทีมเหมือนจะเริ่มตั้งตัวได้ แม้จะมีสะดุดบ้าง แต่พวกเขาต่างเก็บชัยชนะได้อย่างสม่ำเสมอ จนอันดับพุ่งทะยานขึ้นมาสู่หัวตารางได้สำเร็จ ในขณะที่ทีมใหญ่อื่น ๆ กลับชนะบ้าง แพ้บ้าง เสมอบ้าง กระทั่งสัปดาห์ที่ 12 ทั้งคู่ดีดตัวขึ้นมาอยู่อันดับ 2 และ 3 ของตารางมี 26 แต้มเท่ากัน ไล่จ่าฝูง ลิเวอร์พูล 8 คะแนน แม้ดูเหมือนจะยังห่าง แต่ก็ถือว่าไม่ห่างจนถึงขนาดหมดลุ้นเลยซะทีเดียว


2. ขุนพลที่ชื่อชั้นไม่หวือหวา แต่จัดว่าลงตัว


ก่อนซีซั่นนี้จะเริ่ม เชลซี เจอกับปัญหาใหญ่ที่ถูกแบนห้ามลงทะเบียนนักเตะใหม่ นั่นทำให้พวกเขาต้องใช้ทรัพยากรที่เหลืออยู่แบบจำกัด พร้อมกับดันดาวรุ่งของทีมขึ้นมาเป็นกำลังหลักแทนที่ สตาร์เดิมอย่าง เอเดน อาซาร์ ที่ย้ายออกไป ซึ่งต้องบอกเลยว่าชื่อชั้นดาวรุ่งแต่ละคนของ สิงห์บลู ถ้าไม่ใช่แฟนตัวยงของทีม แทบไม่มีใครเคยได้ยินชื่อมาก่อน ทั้ง เมสัน เมานท์, ฟิกาโย โทโมรี, รีซ เจมส์ จะมีก็แต่เพียง แทมมี อับราฮัม ที่เคยถูกปล่อยยืมไปค้าแข้งกับทีมอื่นใน พรีเมียร์ลีก มาบ้าง แต่พอเอาเข้าจริงเล่นไปเล่นมา ดาวรุ่งเหล่านี้กลับระเบิดฟอร์มสร้างชื่อขึ้นมาได้แบบไม่มีใครคาดคิด พวกเขาสามารถเติมเต็มในสิ่งที่แข้งประสบการณ์สูงขาดไปได้อย่างมีมิติและลงตัว


ด้าน เลสเตอร์ ซิตี้ พวกเขาได้นักเตะหน้าใหม่จริง ๆ มาสริมทัพ 2 ราย คือ อโยเซ เปเรซ และ เดนนิส ปราทต์ แต่กลับต้องเสียตัวหลักอย่าง แฮร์รี แม็คไกวร์ ออกไป อีกทั้ง เจมี วาร์ดี ก็อายุอานามากขึ้น หลายคนจึงคิดว่าพวกเขาคงไม่ประสบความสำเร็จมากนักในปีนี้ แต่ก็อย่างที่ทราบกัน มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น พวกเขาระเบิดฟอร์มได้อย่างสุดยอด ชากลาร์ โซยุนซู สามารถทดแทนการขาดหายไปของ แม็คไกวร์ ได้อย่างไร้ที่ติ แมดดิสัน ติเลอมองส์ ทางช่วยกันสร้างสรรค์เกมได้อย่างลงตัว ที่สำคัญ วาร์ดี้ กลับมาคืนฟอร์มเก่งยืนหนึ่งเป็นดาวซัลโวสูงสุดได้ ณ เวลานี้ 


3. กึ๋นและมันสมองของ 2 กุนซือ


แบรนแดน ร็อดเจอร์ส ขึ้นชื่อว่าเป็นกุนซือจอมแท็คติกอยู่แล้ว ซึ่งหลังจากรับเผือกร้อนต่อจาก โคลด ปูเอล ปลายซีซั่นก่อน ก็จัดว่าทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม คุมทีม จิ้งจอก 25 นัด ชนะ 15 เสมอ 5 แพ้ 5 โดยจุดเด่นของอดีตนายใหญ่ หงส์แดง นั้น อยู่ที่การมองเห็นถึงศักยภาพของนักเตะ และนำสิ่งเหล่านั้นออกมาใช้ได้อย่างเหมาะสมและลงตัว อีกทั้งแผนการเล่นยังมีความยืดหยุ่นหลากหลาย พร้อมปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ จึงยากที่คู่แข่งจะเดาทางได้ว่าเกมนี้จะต้องเจอกับอะไร


ทางด้าน เชลซี ได้กุนซือใหม่ที่พึ่งจะมีประสบการณ์คุมทีมเพียงปีเดียว แถมเป็นการคุมทีมระดับ เดอะ แชมป์เปี้ยนชิพ เท่านั้น จึงเป็นเครื่องหมายคำถามให้กับใครหลาย ๆ คน ไม่ใช่แค่กับแฟน สิงห์บลู ว่า แลมพาร์ด จะพาทีมก้าวต่อไปได้ภายใต้ปัญหาและข้อจำกัดที่ถาโถมเข้ามาพร้อม ๆ กันในเวลานั้น เช่น การถูกแบนห้ามลงทะเบียนนักเตะใหม่ หรือแม้แต่การจากไปของสตาร์อันดับหนึ่งอย่าง เอเดน อาซาร์ ได้หรือไม่ ซึ่งตอนนี้เราคงได้คำตอบแล้ว ว่าส่วนผสมระหว่างดาวรุ่งและแข้งมากประสบการณ์สไตล์ ซูเปอร์แฟรงค์ ก็สามารถพาทีมไปอยู่ในจุดที่ควรจะเป็นได้ ซึ่งสไตล์ของ แลมพาร์ด ค่อนข้างชัดเจนว่าเน้นเกมรุก แต่มิติและรูปแบบการเข้าทำค่อนข้างหลากหลาย นั่นทำให้รูปเกมดูงดงาม สามารถสร้างสีสันในสนามให้น่าติดตามชมตลอด 90 นาที แม้สกอร์จะตามหลังหรือนำขาดไปแล้วก็ตาม 


4. ความเป็นธรรมชาติที่ไร้ความกดดัน


อีกสิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกันของทั้งสองทีมในช่วงที่ผ่านมา คือ การลงสนามโดยไม่ต้องคาดหวังสิ่งอื่นใดนอกจากเอาชนะคู่แข่งตรงหน้าให้ได้เท่านั้น ไม่ต้องมาลุ้นผลคู่อื่น ไม่ต้องแคร์ว่าใครจะตามทัน ไม่ต้องแคร์ว่าทีมอยู่ส่วนไหนของตาราง นั่นจึงทำให้ทุกเกมที่ลงสนาม พวกเขาจะเล่นแบบไร้ความกดดัน ส่งผลให้นักเตะและโค้ชทำงานได้อย่างเป็นธรรมชาติ สามารถโฟกัสอยู่ที่ทีมตัวเอง และทำให้เกมนั้นออกมาดีที่สุดโดยไม่ต้องคำนึงถึงผลที่จะตามมาใด ๆ ทั้งสิ้น


5. ถึงเวลาที่ หงส์แดง ต้องแข่งกับตัวเองอีกครั้ง


ตอนนี้ ลิเวอร์พูล นำห่างทีมอันดับสองและสามถึง 8 คะแนน ระยะห่างเหล่านี้ดูเหมือนจะมาก แต่ในทางกลับกันหากพวกเข้าสะดุดสัก 2-3 เกม ก็มีสิทธิโดนแซงได้เหมือนกัน ดังนั้นเมื่อพวกเขากุมความได้เปรียบเอาไว้อยู่ในมือแล้วนั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวเองแล้วว่า เขาจะรักษามันเอาไว้ได้นานแค่ไหน นี่ยังไม่นับถึงความกดดันมหาศาลในแต่ละเกมที่จะบีบให้ พลพรรคเร้ดแมทชีน ต้องเก็บ 3 แต้มให้ได้ในทุกนัดที่ลงเล่น ไหนจะรายการอื่น ๆ อีกมากมายที่พวกเขาต้องโฟกัส และมันอาจทำให้พวกเขาเสียสมาธิในช่วงท้ายเหมือนกับปีก่อน ๆ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ หงส์แดง ต้องก้าวข้ามข้อจำกัดนั้นของตัวเองไปให้ได้ เพราะตอนนี้ถ้วยแชมป์ อยู่ในกำมือพวกเขาแล้ว อยู่ที่ว่าเขาจะเลือกยกมันขึ้นสูงหรือเลือกจะปล่อยมันไป เท่านั้นเอง 



สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น!*ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด