วันเสาร์นี้​ ลิเวอร์พูล จะได้ทำการต้อนรับอดีตผู้จัดการทีมของพวกเขา ผู้จัดการทีมคนที่เคยเกือบพา หงส์แดง สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ ​พรีเมียร์ลีก เป็นสมัยแรกและเกือบพาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในรอบ 26 ปี


ผู้จัดการทีมคนนั้นคือ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส


หากย้อนกลับไปเมื่อเมื่อซัมเมอร์ปี 2012 แอนฟิลด์ โร้ด ได้เปิดประตูให้กุนซือหนุ่มไฟแรงคนหนึ่งของวงการในขณะนั้นได้เข้ามาพิสูจน์ฝีมือ หลังจากที่เจ้าตัวสร้างความฮือฮาให้กับฟุตบอลอังกฤษด้วยการพา สวอนซี ซิตี้ ขึ้นมาเล่นใน พรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จซึ่งนับเป็นทีมจากเวลส์ทีมแรกที่มีโอกาสขึ้นมาสัมผัสความยิ่งใหญ่ของลีกสูงสุดเมืองผู้ดี


'บีร็อด' ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกกล่าวขานว่าเป็นส่วนผสมของ โชเซ มูรินโญ และ เป๊ป กวาร์ดิโอลา โดยมีปรัชญาของ โยฮัน ครัฟฟ์ ในการทำทีม เขาพา หงส์ขาว โบยบินในลีกสูงสุดแถมวิธีการเล่นยังสวยงามเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพด้วยการเล่นบอลเท้าต่อเท้าจนได้รับฉายา 'สวอนเซโลนา' พร้อมกับการรอดตกชั้นได้แบบสบาย ๆ ในปีแรกและทำสถิติเป็นทีมที่ผ่านบอลสำเร็จเป็นอันดับหนึ่งของลีกโดยทำได้ถึง 83.1% 


ด้วยผลงานดังกล่าวทำให้นายใหญ่วัยเพียง 39 ปีในตอนนั้นถูกทาบทามจากยักษ์ใหญ่แห่งเมอร์ซีย์ไซด์ให้เข้ามาทำหน้าที่กอบกู้สโมสรให้กลับสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งในปี 2012 


ดังที่เราทราบกันดีว่าในซีซัน 2013-2014  ร็อดเจอร์ส พา เดอะเร้ดส์ ลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก อย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในรอบ 26 ปี แต่ด้วยความห้าวและความสดในตอนนั้นหรือพูดง่าย ๆ ว่ายังขาดความเก๋าทำให้เมื่อจบฤดูกาลพวกเขาทำได้ดีที่สุดแค่รองแชมป์เท่านั้น


Steven Gerrard


แถมยังมีปรากฏการณ์ 'ลื่นบันลือโลก' ของ สตีเวน เจอร์ราด ให้แฟนบอลทีมอื่นได้เอามาล้อเลียนกันจนวันนี้


หลังจากนั้นนายใหญ่ชาวไอร์แลนด์เหนือก็เหมือนคนเสียศูนย์ อาจจะเพราะด้วยการสูญเสียดาวเตะคนสำคัญอย่าง หลุยส์ ซัวเรส ให้กับ บาร์เซโลนา ในฤดูกาลต่อมาทำให้ทีมมีผลงานที่มีแต่สาละวันเตี้ยลง


สุดท้ายแล้วเจ้าตัวก็โดนปลดในเดือนตุลาคมปี 2015 ก่อนที่จะได้ เยอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาแทนที่จนถึงปัจจุบัน 


ร็อดเจอร์ส ว่างงานอยู่ช่วงหนึ่งก่อนจะไปรับงานที่ สก็อตติช พรีเมียร์ลีก กับ กลาสโกว เซลติก เมื่อปี 2016 และพาทีมชูถ้วยแชมป์เป็นว่าเล่นในช่วง 2 ปีโดยคว้าแชมป์ สก็อตติช พรีเมียร์ลีก 2 สมัย, สก็อตติช คัพ 2 สมัย และ สก็อตติช ลีก คัพ 3 สมัย 


แต่อยู่ที่นั่นได้ไม่นานก็คงทนคิดถึง พรีเมียร์ลีก ไม่ไหว เพราะในลีกแดนขี้เมาไม่มีคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อให้รู้สึกถึงความท้าทายและก็คงอยากจะพิสูจน์ฝีมืออีกครั้งหลังล้มเหลวกับ ลิเวอร์พูล โดยมี เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ให้โอกาส 


Brendan Rodgers


นายใหญ่วัย 46 ปีจึงได้กลับมาลองของในอังกฤษ ณ ถิ่น คิงพาวเวอร์ สเตเดี้ยม ในช่วงท้ายซีซันที่แล้วและพา จิ้งจอกสยาม อยู่รอดในลีกสูงสุดได้อย่างสบาย ๆ 


มาถึงฤดูกาลนี้เมื่อ ร็อดเจอร์ส ได้ลองจับโน่นผสมนี่มาซักพักรวมทั้งได้เสริมทัพนักเตะตามที่ต้องการในช่วงซัมเมอร์ เขาก็พา เลสเตอร์ บินสูงขึ้นมาเกาะอันดับ 3 ของตารางได้อย่างสง่าผ่าเผย แซงหน้าบรรดาบิ๊กซิกขาใหญ่อย่าง เชลซี, ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์, อาร์เซนอล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้ามาอยู่ในพื้นที่ แชมเปี้ยนส์ลีก ได้หน้าตาเฉย


เดอะฟ็อกซ์ ภายใต้การดูแลของกุนซือไอริชกลายเป็นทีมที่มีเกมรุกสุดอันตรายและเกมรับที่เหนียวแน่น แม้ว่าพวกเขาจะเสียนักเตะคนสำคัญอย่าง แฮร์รี แม็คไกวร์ ให้กับทีม ปีศาจแดง แต่ก็ได้ ชากลา โชยุนซู เข้ามาแทนที่ได้อย่างแทบไร้รอยต่อ


ไหนจะเป็นคนปลุกผีกองหน้าดาวยิงอย่าง เจมี วาร์ดี้ ให้กลับมายิงประตูได้ระเบิดเถิดเทิงอีกครั้ง พร้อมทั้งดันเจ้าหนู เจมส์ แมดดิสัน ให้กลายเป็นเพลย์เมคเกอร์ขั้นเทพทำหน้าที่บัญการเกมรุกและมีลูกยิงไกลที่เด็ดขาดถือเป็นทีเด็ดที่หลายทีมโดนแล้วต้องน้ำตาร่วง


บีร็อด ใส่ประสบการณ์จากการคุมทีมเล็กอย่าง สวอนซี ซิตี้ เติมความเจ็บปวดที่ได้รับจาก ลิเวอร์พูล และหยอดเรื่องการบริหารจัดการนักเตะในทีมใหญ่กับ กลาสโกว เซลติก ผสมผสานกันกลายเป็นความเคี่ยวที่ทำให้ เลสเตอร์ กลายเป็นทีมสุดอันตราย ณ นาทีนี้


Wilfred Ndidi,Jamie Vardy,Youri Tielemans


หลายคนมองว่าที่เขาไม่ประสบความสำเร็จที่เมอร์ซีย์ไซด์เพราะความคาดหวังที่สูงเกินกว่าที่เจ้าตัวจะรับไหวและ 'เคมี' ที่ไม่ลงตัว แม้ว่าตอนนั้นเขาได้รับการสนับสนุนด้านการเงินและทุ่มทุนสร้างไปกว่า 200 ล้านปอนด์ แต่ผลที่ออกมาคือความว่างเปล่าและกลายการเป็นผู้จัดการทีมที่ไม่ค่อยมีแฟนบอลอยากพูดถึงซักเท่าไหร่


ประสบการณ์ที่ แอนฟิลด์ จึงกลายเป็นเหมือน 'แผลเป็น' ที่ยากจะลบเลือนจากความทรงจำของผู้จัดการทีมหนุ่มใหญ่รายนี้


วันเสาร์นี้จึงเป็นเวลาที่ ร็อดเจอร์ส รอคอย โดยเขาจะได้กลับมาเยือน แอนฟิลด์ อย่างเป็นทางการในฐานะผู้จัดการทีม เลสเตอร์ ซิตี้ หลังโดนเฉดหัวเออกจาก ลิเวอร์พูล เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าเขาไม่ใช่คนที่ล้มเหลวอย่างที่หลายคนตราหน้าเอาไว้


ส่วน เยอร์เก้น คล็อปป์ เองลึก ๆ แล้วก็คงอยากจะเอาชนะ เดอะฟ็อกซ์ ให้ได้เช่นกัน เพราะนอกจากจะทำให้พวกเขาคว้า 3 คะแนนและทำสถิติชนะในลีก 8 นัดรวดเทียบเท่ากับที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เคยทำไว้แล้ว ต้องไม่ลืมว่าหนึ่งในเกมที่ทำให้ หงส์แดง ต้องพลาดแชมป์ พรีเมียร์ลีก เมื่อซีซันที่แล้วก็คือการเสมอกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ แอนฟิลด์ ด้วยสกอร์ 1-1 จนในท้ายที่สุดก็โดนทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ไล่เก็บแต้มแซงหน้าคว้าแชมป์ไปครอง


ดังนั้นแต้มเดียวสำหรับ ลิเวอร์พูล ในเกมนี้คงไม่พอหากต้องการลุ้นแชมป์อย่างจริงจัง


แต่สำหรับ ร็อดเจอร์ส แล้ว การบุกมาเก็บแต้มที่ แอนฟิลด์ ก็คงเพียงพอที่จะพิสูจน์กับ เดอะค็อป ว่า เขาไม่ใช่คนที่ล้มเหลวแต่อย่างใด


Brendan Rodgers



สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น!*ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด