โรนัลโด้ ไร้เทียมทาน, กังหันสีส้ม คืนชีพ, ช้างศึก ประเดิมชัย ! 8 ประเด็นร้อนหลังผ่านโปรแกรมทีมชาติ



สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น!*ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด



8. ช้างศึก ประเดิมชัยนัดแรกภายใต้กุนซือ แดนปลาดิบ


อากิระ นิชิโนะ กุนซือคนใหม่ของ ทีมชาติไทย พาทัพ ช้างศึก เก็บ 4 คะแนนจากการลงสนาม 2 นัดในการประเดิม ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกโซนเอเชีย จากผลเสมอ เวียดนาม (0-0) และ บุกไปถล่ม อินโดนีเซีย คาถิ่น (3-0)


ผลงานทั้ง 2 เกมดังกล่าวยังเป็นการแจ้งเกิดอย่างเป็นทางการของ สุภโชค สารชาติ กับการเป็นแมนออฟเดอะแมตช์ของทั้งสองเกม, พิธิวัต สุขจิตธรรมกุล ในบทบาทมิดฟิลด์ห้องเครื่อง รวมไปถึง เอกนิษฐ์ ปัญญา วันเดอร์คิดที่เดบิวต์อย่างเป็นทางการกับทีมชาติชุดใหญ่

7. โรนัลโด้ ทำลายสถิติอีกครั้ง


คริสเตียโน โรนัลโด้ กลายเป็นนักเตะที่สามารถสร้างสถิติใหม่ได้ครั้งแล้วครั้งเล่าจนถึงเวลานี้ สถิติใหม่ของเจ้าตัวเกิดขึ้นอีกหนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเมื่อดาวยิงทีมชาติ โปรตุเกส ซัลโว 4 ประตูในเกมที่ทัพ ฝอยทอง บุกไปกดเอาชนะ ลิธัวเนีย 5-1 กลายเป็นแข้งที่สามารถยิงในรอบคัดเลือก ยูโร ได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ 25 ประตู


โดย 4 ลูกดังกล่าวเท่ากับว่า โรนัลโด้ (93 ประตูกับ โปรตุเกส) เข้าใกล้ที่จะเทียบสถิติยิงประตูสูงสุดตลอดกาลในเกมระดับชาติของ อาลี ดาอี ที่ 109 ประตูเต็มที

6. กังหันสีส้ม คืนชีพ


หลังจากพลาดการมีส่วนร่วมกับ 2 เมเจอร์ทัวร์นาเมนต์ติดต่อกัน ทีมชาติ เนเธอร์แลนด์ ดูจะถูกปลุกจากสถานะยักษ์หลับเรียบร้อยภายใต้การคุมทีมของ โรนัลด์ คูมัน


พลพรรค ออรันเย ก้าวเข้าไปเล่นในศึก ยูฟ่า เนชันส์ลีก นัดชิงชนะเลิศก่อนจะปราชัยต่อ โปรตุเกส ตามด้วยการบุกไปเข่นทีมชาติ เยอรมนี คาบ้านล่าสุด 4-2


หากพวกเขาสามารถรักษาฟอร์มการเล่นดังกล่าวภายใต้แข้งชูโรงอย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดค์, มาต์ไตส์ เดอ ลิกท์, เฟรงกี้ เดอ ยอง และ เมมฟิส เดปาย ก็เชื่อว่าลูกทีมของ คูมัน พร้อมแล้วที่จะท้าชิงตำแหน่งเจ้ายุโรปในซัมเมอร์ที่จะถึงนี้

5. อินทรีเหล็ก ยังหาจังหวะของตัวเองไม่เจอ


ชื่อชั้นและมาตรฐานฟุตบอลของ เยอรมนี เป็นที่โจษจันและไม่สามารถกาชื่อของพวกเขาออกจากการเป็นหนึ่งในทีมตัวเต็งในเมเจอร์ทัวร์นาเมนต์ได้แต่อย่างใดแม้ว่าพวกเขาจะทำผลงานได้ไม่ดีเท่าไหร่นักในช่วงหนึ่ง ความพ่ายแพ้ต่อ อังกฤษ 5-1 ก่อนหน้า เวิลด์คัพ 2002 เพียง 10 เดือนเป็นตัวอย่างที่ดีเมื่อทัพ อินทรีเหล็ก ก้าวไปเป็นแชมป์โลกหลังจากนั้น


อย่างไรก็ตาม หลังจากความผิดหวังใน ฟุตบอลโลก 2018 ต่อเนื่องด้วยจมบ๊วยใน ยูฟ่า เนชันส์ ลีก พลพรรค ดิมานชาฟท์ ยังไม่สามารถยกระดับมาตรฐานให้ได้แข็งแกร่งดังเดิม โดยล่าสุดยังปราชัยต่อ เนเธอร์แลนด์ 4-2 คาบ้าน


แม้ว่าลูกทีมของ โยอาคิม เลิฟ จะแก้ตัวด้วยการบุกไปเอาชนะ ไอร์แลนด์ เหนือ 2-0 ได้ในเกมถัดมา แต่ฟอร์มโดยรวมของพวกเขายังไม่อาจทำให้เราเชื่อได้ว่า อินทรีเหล็ก จะมีลุ้นคว้าโทรฟี ยูโร 2020 แต่อย่างใด

4. ถึงเวลาขุนพล ตาร์ตัน ต้องรีดฟอร์มเก่งโดยไว


ทีมชาติ สกอตแลนด์ ดูจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาหลังจาก สตีฟ คลาร์ค เข้ารับตำแหน่งกุนซือแทนที่ อเล็กซ์ แม็คลีช 


ทว่าหลังจากผ่านไป 4 เกมของพลพรรค ตาร์ตัน ยุคนายใหญ่คนใหม่ เส้นทางการผ่านเข้าไปเล่นใน ยูโร 2020 รอบสุดท้ายดูจะมืดมนเต็มที ซ้ำร้ายพวกเขายังปราชัยต่อ รัสเซีย และ เบลเยียม ในช่วงเบรคทีมชาติสัปดาห์ที่ผ่านมาติดต่อกัน


ทั้ง แม็คลีช, คลาร์ค กระทั่งรวมไปถึง กอร์ดอน สตรัคคัน ในช่วงก่อนหน้านี้ประสบกับปัญหาเดียวกันเมื่อไม่สามารถปรุงส่วนผสมในทีมให้ลงตัวได้จนพาลให้เราคิดว่าบางทีตำแหน่งกุนซืออาจไม่ใช่ปัญหาของพวกเขาเมื่อมีนักเตะชูโรงอย่าง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์, จอช แม็คกินน์ และ ไรอัน เฟรเซอร์ อยู่ในทีม

3. โกลเด้นเจเนอเรชันของ เบลเยียม


พลพรรคปีศาจแดงแห่งยุโรป กลายเป็นหนึ่งในทีมชั้นนำในระดับนานาชาติจากบรรดาทรัพยากรนักเตะชั้นนำที่พวกเขามีอยู่ในทีม


เบลเยียม สามารถเก็บชัยชนะเหนือทั้ง ซาน มาริโน และ สกอตแลนด์ ด้วยสกอร์ 4-0 ขึ้นแท่นกลายเป็นจ่าฝูงจ่อผ่านเข้าไปเล่นใน ยูโร รอบสุดท้ายเต็มที


เควิน เดอ บรอยน์ กลายเป็นหัวใจหลักในทีมของ โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ และสถาปนาตัวเองเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ระดับหัวกะทิของโลกไปเรียบร้อย เหลือแค่เพียงความสำเร็จที่จับต้องได้เท่านั้นที่รอคอยพวกเขาอยู่

2. แนวรับของ ทรีไลอ้อนส์ ยังน่ากังวล


ทีมชาติอังกฤษ รอดพ้นจากการถูกลงโทษแม้ว่าจะมีความผิดพลาดในแนวรับกับเกมดวล บัลแกเรีย และสามารถรักษาคลีนชีทเอาไว้ได้ แต่พวกเขาก็มีช็อตเหวออีกครั้งในเกมถัดมากับ โคโซโว จนเป็นเหตุให้เสียถึง 3 ประตู


ไมเคิล คีน, ดีแคลน ไรซ์ และ แฮร์รี แม็คไกวร์ เรียงคิวกันมอบของขวัญให้กับสมันน้อยแห่ง ยุโรป ซึ่ง แกเร็ธ เซาธ์เกต ดูเหมือนว่าจะยังไม่สามารถหาคู่หูในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางที่ลงตัวได้เลยเมื่อลูกทีมของเขาผลัดกันฟอร์มตกและถูกปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นงาน


สิงโตคำราม ยังมีสถิติรักษาคลีนชีทหลังจาก ฟุตบอลโลก 2018 รอบรองชนะเลิศ ได้เพียงแค่ 1 เท่านั้นหลังจากเกมดังกล่าว


1. แนวรุก สิงโตคำราม ต่อกรได้ทุกทีม


หลังจากที่ ทีมชาติอังกฤษ​ ยึดติดกับรูปแบบการเล่น 4-4-2 โบราณมานานหลายปี ทัพสิงโตคำราม ภายใต้การคุมทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เกต ก็ได้ปรับมาใช้แนวรุก 3 คนที่ด้านหน้าโดยมี แฮร์รี เคน กับ ราฮีม สเตอร์ลิง เป็นแกนหลัก ขณะที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด กับ เจดอน ซานโช สลับกันลงเล่นคนละเกม


สเตอร์ลิง ได้กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นตัวรุกริมเส้นอันตรายที่สุดในฟุตบอลสมัยใหม่เช่นเดียวกับ เคน ในบทบาทหัวหอกตัวเป้าเบอร์ต้นๆ ของโลก และ ซานโช กับฐานะดาวเตะวันเดอร์คิดที่ร้อนแรงสุดๆ จาก บุนเดสลีกา


นอกเหนือไปจากนั้น เซาธ์เกต ยังมีตัวเลือกอย่าง คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย ที่ใกล้จะหายเจ็บกลับมาช่วยทีมเต็มที รวมไปถึง เดเล อัลลี, นาธาน เรดมอนด์ และ เมสัน เมาท์ ซึ่งทำให้ อังกฤษ มีหนึ่งในแนวรุกที่หลากหลายที่สุดทีมหนึ่ง

สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น!*ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด