Mohamed Salah,David Silva

[OPINION] สถานการณ์ของ BIG 6 หลังผ่าน 4 เกมใน พรีเมียร์ลีก



แค่เริ่มต้น 4 เกมแรกในเดือน สิงหาคม ไม่น่าเชื่อว่าจะมีหลายสิ่งหลายออย่างเกิดขึ้นในหมู่บรรดาทีมยักษ์ทั้ง 6 หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า 'บิ๊กซิกซ์' นั่นเอง


เป็นที่รู้กันว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาของฟุตบอล ​พรีเมียร์ลีก นั้นมีทีมที่พร้อมลุ้นแชมป์กันมากมายถึง 6 ทีม แต่เอาเข้าจริงแล้วเมื่อปีที่ผ่านมาเราสามารถพูดกันได้เต็มปากว่าเหลือเพียงแค่ 2 ทีมอย่าง ลิเวอร์พูล  และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้  เท่านั้นที่กลายเป็นคู่แข่งเพื่อความเป็นหนึ่งในลีกสูงสุดกันอย่างถาวรไปแล้ว


อีก 4 ทีมที่เหลือนั้นคงต้องแย่งกันจับจองพื้นที่อันดับ 3-4 กันอย่างเข้มข้นในการคว้าโควต้าลงเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งนอกจากจะเป็นเกียรติยศแล้ว เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการทำสงครามแข้งระหว่างทีมยักษ์เหล่านี้


อย่างไรก็ตาม 4 เกมที่ผ่านมาน่าจะบอกอะไรบางอย่างเราได้เกี่ยวกับอนาคตอีก 34 นัดที่เหลือของทั้ง 6 ทีม เรามาดูกันว่าแต่ละทีมเจออะไรกันมาบ้างในช่วงเดือนที่ผ่านมาและแนวโน้มในอนาคตของพวกเขาหลังนักเตะกลับมาจากการไปเล่นทีมชาติจะเป็นอย่างไร



6. เชลซี : อันดับ 11 (5 คะแนน)



 

สถิติ : ชนะ 1 เสมอ 2 แพ้ 1


มือใหม่หัดขับอย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด คงรู้แล้วว่า พรีเมียร์ลีก นั้นไม่ได้หมูหมากาไก่อย่างที่เขาเคยทำ ดาร์บี้ ทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเพลย์ออฟหาทีมเลื่อนชั้นเมื่อปีที่แล้ว


แน่นอนว่าเขารู้ว่าจะต้องเจอกับความกดดันขนาดไหน แม้ว่าแฟนบอล เชลซี  ส่วนหนึ่งอาจจะไม่ได้คาดหวังความสำเร็จมากมายในซีซันนี้เพราะรู้ดีว่าพวกเขาไม่พร้อมทั้งการโดนแบนจากตลาดซื้อขายและไหนจะต้องมาเสียดาเตะอันดับหนึ่งแห่ง สแตมฟอร์ด บริดจ์ อย่าง เอเด็น อาซาร์ ไปอีก


แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่า แลมพาร์ด ก็มือใหม่และเจ้าตัวก็พูดอย่างชัดเจนว่าขอเวลาสร้างทีมอย่างน้อย 2 ปี แต่การออกสตาร์ทด้วยความพ่ายแพ้สุดมโหฬารต่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึง 4-0 นั้นหลายคนยากที่จะรับได้


เกมต่อมาเจอทีมระดับกลางตารางอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ ก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้ แต่แม้จะมาเก็บ 3 แต้มแบบหืดจับกับ นอริช แต่สุดท้ายก็มาโดน เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ไล่ตามตีเสมอในบ้านหน้าตาเฉย


ซูเปอร์แฟรงค์ โดนวิจารณ์เรื่องมั่นใจในตัวดาวรุ่งมากจนเกินไป มีที่ไหนบุกไปหา ปีศาจแดง พี่แกเล่นจัด เมสัน เม้านท์ และ แทมมี อับราฮัม เป็นตัวจริงและกล้าจับ ชิรูด์ ดองข้างสนาม แต่อย่างไรก็ตามผลของความเชื่อใจไอ้หนูดาวรุ่งพวกนี้ก็เริ่มเห็นเป็นรูปร่างจากฟอร์มของ อับราฮัม ในเกมล่าสุด ไหนจะฟอร์มของ เม้านท์ที่เริ่มได้รับคำชมมากขึ้นเรื่อย ๆ


สาเหตุที่ต้องใช้ดาวเตะเอ๊าะ ๆ นั่นเป็นเพราะพวกตัวหลักได้รับบาดเจ็บและบางคนก็ฟอร์มเกินเยียวยา ทำให้โอกาสของผลผลิตน้อย ๆ เหล่านี้มาถึงเสียที


ว่ากันถึงรูปเกมใน 4 นัดที่ผ่านมา กูรูหลายคนเห็นตรงกันว่า แลมพาร์ด ทำทีมมีสไตล์ เน้นครองอบล และเล่นเกมรุกอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งบางทีมันก็นำมาซึ่งหายนะในแผงหลังเหมือนดั่งที่พวกเขาเจอมาแล้วในเกมพ่าย ปีศาจแดง


ก็คงต้องรอเวลาพวกนักเตะตัวหลักอย่าง ก็องเต้ และ รือดิเกอร์ กลับมาจากอาการบาดเจ็บ รวมทั้งดาวรุ่งที่แจ้งเกิดไปแล้วอย่าง รูเบน ลอฟตัส-ชีค และ คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย ที่รอวันระเบิดพลังในสนาม ผสานกับ แทมมี อับราฮัม และ เมสัน เม้านท์ ในแดนกลาง พวกเขาคงค่อย ๆ ฟื้นตัวทำอันดับเกาะโซน แชมเปี้ยนสืลีก ได้ไม่ยาก แต่ก็จะมีอย่างเดียวที่อาจจะฉุดให้ทีมไปได้ไม่ไกล 


นั่นคือประสบการณ์ของ แลมพาร์ด นั่นเอง

5. ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ : อันดับ 9 (5 คะแนน)


สถิติ : ชนะ 1 เสมอ 2 แพ้ 1


พวกเขายังเป็น ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์  ทีมเดิมเหมือนเมื่อซีซันที่แล้ว นี่ไม่ได้หมายความว่า เมาริซิโอ โปเช็ตติโน ใช้นักเตะชุดเดิมเป็นส่วนใหญ่แต่อย่างใด แต่นั่นคือฟอร์มการเล่นที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่เสริมทัพได้อย่างน่าสนใจเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา


พลพรรค ไก่เดือยทอง ทำเอาแฟนบอลใจหายใจคว่ำกันตั้งแต่นัดแรกที่โดน แอสตัน วิลลา ทีมน้องใหม่ยิงนำไปก่อน แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็กลับมาได้ 3 ประตูรวด จากนั้นก็ไประเบิดฟอร์มกับแชมป์เก่าอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แบบสุดดรามาอีกครั้ง ก่อนจะมาหกล้มหัวแตกคาบ้านกับ นิวคาสเซิล และเสีย 2 แต้มอย่างน่าเสียดายในเกม ลอนดอนดาร์บี้แม็ตช์ ทั้ง ๆ ที่นำ อาร์เซนอล ก่อนถึง 2-0


ฟอร์มขึ้น ๆ ลง ๆ ใน 4 เกมแรกของ สเปอร์ส กำลังบอกอะไรกับเรา สิ่งที่เห็นก็คือพวกเขายังหาทีมที่ดีที่สุดไม่เจอ โดยเฉพาะในแผงหลังที่ตอนนี้กำลังมีปัญหากับ แยน เฟอร์ตองเก้น และปัญหาสภาพจิตใจของ คริสเตียน เอริคเซน ที่ พอช มองว่าเจ้าตัวไม่มีสมาธิในการลงเล่นให้กับทีม


นักเตะหลาย ๆ คนก็ดูเหมือนว่ายังหาฟอร์มเก่งเมื่อซีซันที่แล้วไม่พบ แต่ดีที่ได้แนวรุกที่พอจะยังรักษามาตรฐานเอาไว้ได้ช่วยทำประตูให้ทีมได้เกือบทุกนัด


แง่บวกที่ได้เห็นก็คงจะเป็นนักเตะใหม่อย่าง ตองกี เอ็นดอมเบเล ที่ถือเป็น 'ของจริง' ที่เข้ามาเติมเต็มความแข็งแกร่งในแดนกลาง ซึ่งก็ต้องดูกันในระยะยาวว่าเจ้าตัวจะก้าวขึ้นมาเป็นคีย์แมนของทีมได้หรือไม่ในช่วงที่เหลือ


หลังจากนี้พวกเขาคงได้ตัวนักเตะที่พร้อมจะทำศึกกันยาว ๆ เสียที และ พอช อาจจะต้องติวเข้ม อูโก้ โยริส และแผงแบ็คโฟร์ในเรื่องของการสื่อสารและความเข้าใจกันให้มากกว่านี้ มิเช่นนั้นพวกเขาก็จะกลายเป็นทีมที่เสียประตูทุกนัดเหมือน 4 เกมที่ผ่าน ซึ่งต่อให้กองหน้าระดับพระกาฬขนาดไหนมันก็คงจะเหนื่อยไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

4. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด : อันดับ 8 (5 คะแนน)



สถิติ : ชนะ 1 เสมอ 2 แพ้ 1


จากเกมแรกที่ดูเหมือนจะกลายเป็นทีมลุ้นแชมป์ด้วยการเปิดบ้านไล่ถล่มผู้มาเยือนระดับ เชลซี ชนิดหาทางกลับลอนดอนไม่เจอด้วยสกอร์ 4-0 จากนั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  ก็กลายเป็นรถผ้าป่าคว่ำหน้าวัดด้วยการไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลยใน 3 เกมหลังสุด


เสมอ วูล์ฟ แพ้คาบ้านต่อ คริสตัล พาเลซ และเสมอกับ เซาแธมป์ตันที่เหลือ 10 คนเกือบ 20 นาที นี่คือผลผลิตอันขาด ๆ เกิน ๆ ของ โอเล กุนนาร์ โซลชา ในช่วงเดือนแรกของลีกสูงสุด


ถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ทั้ง ๆ ที่พวกเขาก็คว้าตัว แฮร์รี แม็คไกวร์ มาด้วยการทุบสถิติกองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลกสนนราคา 80 ล้านปอนด์ หรือจะเป็นการเสริมฟูลแบ็คดาวรุ่งอย่าง อารอน วาน-บิสซาก้า อีกราว ๆ 50 ล้าน รวมทั้ง แดเนียล เจมส์ ดาวรุ่งฝีเท้าดีจาก เดอะแชมเปี้ยนชิพ


คำตอบก็คือพวกเขายังคงใช้แนวรุกตัวเดิม ๆ ที่หมดไอเดียสร้างสรรค์เกมไปแล้วเมื่อซีซันที่ผ่านมา ดาวเตะเหล่านี้ถูกหยิบมาปัดฝุ่นและซึมซับแท็คติกของ โซลชา แต่ว่าตอนนี้มันยังไม่ออกดอกออกผลเท่าที่ควร หนำซ้ำดาวเตะที่เป็นผู้โปรดปรานอย่าง เจสซี ลินการ์ด ยิ่งเล่นยิ่งออกอ่าวออกทะเล เหมือนถูกส่งลงมาให้ครบ 11 คนไม่สามารถทำผลงานได้เป็นชิ้นเป็นอัน จนโดนวิจารณ์เละเทะและโดนดร็อปในเกมล่าสุดไปเรียบร้อย


ยังไม่ต้องพูดถึง พอล ป็อกบา ที่ตกเป็นข่าวย้ายทีมมาตลอดช่วงซัมเมอร์ และฟอร์มการเล่นที่ยังคงจับจุดกับเพื่อนร่วมทีมไม่ได้ เกมไหนดีก็ดีใจหาย เกมไหนแย่แฟนบอลก็ด่ากันเหมือนอยากให้หายไปจากโลกนี้ซะจริง ๆ ทั้งหมดนี้คือปัญหาที่มาจากบรรดานักเตะ ยังไม่รวมกับปัญหาเรื่องการวางแท็คติกและความเก๋าในการแก้เกมของ เดอะเบบี้เฟซ ที่ยิ่งคุมทีมยิ่งมีคำถามว่าเขาคนนี้จะเป็นทายาทท่านเซอร์จริง ๆ หรือ ดูจากเกมล่าสุดก็ได้ที่ได้เปรียบตัวผู้เล่นนานเกือบ 20 นาทีแต่ไม่สามารถหาวิธีเจาะกำแพงของนักบุญแดนใต้ได้เลย


ที่กล่าวมาเหมือนจะหาข้อดีไม่ได้ ซึ่งก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เจ้าหนู แดเนียล เจมส์ นั่นไงที่กลายเป็นนักเตะความหวังของพลพรรคอสูรถือง่ามพอให้ได้ปลื้มปริ่มกันบ้างในช่วงนี้


หวังว่าช่วงพักเบรค โซลชา และทีมงานจะได้มานั่งทบทวนและลองคุยเรื่องแท็คติกการเล่นกันใหม่ โดยหวังว่าพวกเขาจะกลับมาสู่เส้นทางของการไปเล่น แชมเปี้ยนส์ลีก ได้อีกครั้งในเกมที่เหลือ 


แต่นัดหน้าก็คงต้องถาม ร็อดเจอร์ส และทีมงาน จิ้งจอกสยาม กันก่อนว่าอยากให้พวกเขากลับมาหรือเปล่า

3. อาร์เซนอล : อันดับ 5 (7 คะแนน)



 สถิติ : ชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 1 


อาร์เซนอล กลายเป็นทีมที่ได้รับการจับตามองอย่างมากในบรรดาบิ๊กซิกซ์ เนื่องจากแนวทางการเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์ที่พวกเขาทำเซอร์ไพรส์ชนิดที่กูรูหลายคนนั่งตกเก้าอี้กันมาแล้วทั้งการคว้าตัว ดานี เซบายอส จาก เรอัล มาดริด, นิโกลาส์ เปเป้ กองหน้าจาก ลีลล์ และ ดาวิด ลุยซ์ ซึ่งแค่ข้ามฟามาจาก เชลซี 


พวกเขาประเดิมด้วยชัยชนะ 2 เกมแรกต่อ นิวคาสเซิล และ เบิร์นลีย์ ทำให้ดูแล้วมีแววเบียดแย่งแชมป์กับ 2 ทีมหัวตาราง แต่เมื่อโคจรมาเจอกับ ลิเวอร์พูล ในที่อโคจรอย่างสนาม แอนฟิลด์ เด็กปืนก็ได้รับรู้ถึงระยะห่างที่ช่างไกลกันเหลือเกินระหว่างทีมที่ทำได้ 97 คะแนนเมื่อปีที่แล้วพร้อมกับเป็นแชมป์ ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก สมัยที่ 6 กับทีมที่ต้องดิ้นรนเพื่อไขว่คว้าอันดับ 4 อย่างพวกเขา


แต่ อูไน เอเมรี ไม่ใช่กุนซือที่ขึ้นชื่อว่ายอมแพ้อะไรง่าย ๆ เจ้าตัวเปิดตัวกองหน้า 3 ประสานสุดอันตรายอย่าง เปเป้-ลากาแซตต์-โอบาเมยอง ในเกมลอนดอนดาร์บี้แม็ตช์ แม้ว่าอาจจะดูยังไม่เข้าที่เข้าทาง แต่เชื่อว่าขอเวลาอีกไม่นานเราอาจะได้เห็นความรุนแรงของอาวุธหนักเหล่านี้


ส่วนฟอร์มโดยรวมใน 4 เกมแรกนั้นต้องถือว่าพวกเขาทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่เมื่อเจอกับทีมระดับเดียวกันก็อาจจะต้องคิดหนักกันซักนิดหากว่าอยากจะก้าวขึ้นไปติดท็อปโฟร์ เพราะอย่าลืมว่า 2 อันดับแรกนั้นมีคนจองเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อเก็บ 3 แต้มกับบรรดาทีมเหล่านี้ให้ได้


อย่างไรก็ตามก็ต้องรอดูกันในระยะยาวเช่นกัน เพราะเมื่อซีซันที่แล้วถ้ายังจำกันได้ เอเมรี เป็นคนที่พาทีมทำผลงานในช่วงต้นซีซันได้อย่างสวยหรูก่อนจะฟอร์มรูดมหาราชจากทีมที่มีลุ้นพื้นที่ แชมเปี้ยนส์ลีก กลายเป็นต้องไปเล่น ยูโรป้าลีก แทนซะอย่างนั้น


ในใจเชื่อลึก ๆ ว่าปีนี้ อาร์เซนอล จะจบได้สวยกว่าปีที่แล้วเมื่อดูจากขุมกำลังที่ได้เข้ามาใหม่รวมกับตัวเก่าที่ยังรักษาฟอร์มเก่งเอาไว้ได้ 


แค่อย่าเพิ่งดีแตกเหมือนซีซันที่แล้วก็พอ

 

2. แมนเชสเตอร์ ซิตี้ : อันดับ 2 (10 คะแนน)



 สถิติ : ชนะ 3 เสมอ 1 แพ้ 0


แชมป์เก่ายังโชว์ฟอร์มได้ดีเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือความเคี่ยวและความเก๋า พวกเขายังคงไล่ถล่มคู่แข่งอย่างสนุกเท้าจากมันสมองของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา แม้ว่าจะหลุดเสมอ ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ 2-2 ก็ตาม แต่ก็ยังเหลือระยะทางที่ยังอีกยาวไกลให้เก็บแต้มกันได้อีกมากมาย


แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นั้นมีทีมที่ลงตัวมาสองฤดูกาลแล้วบวกกับความสม่ำเสมอและความเหี้ยมเกรียมทำให้ 4 เกมที่ผ่านมาพวกเขากลายเป็นทีมที่ยิงประตูได้มากที่สุดถึง 14 ลูกและเสียไปเพียง 3 ประตูเท่านั้น


อย่างไรก็ตามจุดเปลี่ยนที่สำคัญคืออาการบาดเจ็บหัวอย่างหนักที่เข่าของ อายเมอริค ลาปอร์ต ซึ่งข่าวล่าสุดเจ้าตัวต้องบินไปถึง บาร์เซโลนา เพื่อทำการสแกนและรักษาต่อไป ทำให้ ซิตี้ เหลือเซ็นเตอร์แบ็คแท้ ๆ ให้ใช้งานเพียง 2 คนนั่นคือ จอห์น สโตน และ นิโกลาส์ โอตาเมนดี้ ซึ่งก็ ไคล์ วอล์คเกอร์ ก็สามารถย้ายมาเล่นตรงนี้ได้ แต่ก็มีข่าวมาว่า เป๊ป วางแผนที่จะโยก แฟร์นันดินโญ กองกลางตัวรับจอมเก๋ามาใช้งานในตำแหน่งนี้เช่นกัน ซึ่งก็หวังว่าปัญหาตรงนี้จะไม่กลายเป็นจุดที่ทำให้พวกเขาต้องสะดุดในการคว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน


ส่วนตำแหน่งอื่น ๆ ในทีมเมื่อดูจาก 4 เกมที่ผ่านมาถือได้ว่าสมบูรณ์แบบจนไม่ต้องมีคำบรรยายใด ๆ ให้ลึกซึ้งไล่ไปตั้งแต่ผู้รักษาประตูอย่าง เอแดร์ซอน ก็ยังคงรักษามาตรฐานของตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง กองกลางที่ได้ โรดรี้ หรือ โรดริโก้ เข้ามาเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ ซึ่งรายนี้เป็นนักเตะประเภทซื้อปุ๊บ ใช้ได้ปั๊บ ไม่ต้องปรับต้องจูนให้เสียเวลา เควิน เดอ บรอยน์ เองก็กลับมาฟิตสมบูรณ์และผลิตแอสซิสต์ให้ทีมเป็นว่าเล่น อิลคาย กุนดกัน, แบร์นาโด้ ซิลวา และ ดาบิด ซิลบา ก็พร้อมหมุนเวียนยามสร้างความสดให้ทีม และปีนี้เราจะได้เห็นไอ้หนู ฟิล โฟเด้น ดาวรุ่งคนโปรดของกุนซือหัวเหม่งได้ลงเล่นมากขึ้นอย่างแน่นอน


กองหน้าแม้ว่าพวกเขาจะเสีย เลรอย ซาเน จากอาการเอ็นไขว้หน้าขาดต้องรักษากนยาวเกินครึ่งปี แต่ก็คงไม่ได้มีผลอะไรมากเพราะ สเตอร์ลิง ก็โชว์ฟอร์มได้ดี อเกวโร และ กาเบรียล เชซุส ก็พร้อมลงสนาม อย่าลืม ริยาร์ด มาเรซ อีกคนที่ได้โอกาสลงสนามไปแล้วทั้ง 4 เกมด้วย


4 เกมแรกของพวกเขาไล่ยิงคู่แข่งไม่ตำกว่า 2 ลูกทุกนัด วึ่งแสดงให้เห็นถึงความกระหายและแรงกระตุ้นที่ยังคงมีอยู่ในทีมเสมอ ถ้ายังเก็บชัยชนะแบบนี้ได้เรื่อย ๆ ก็ไม่ต้องแคร์ว่าคูแข่งอย่าง ลิเวอร์พูล จะมีผลงานเป็นอย่างไร เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อซีซันก่อน


อุปสรรค 2 ประการที่จะทำให้พวกเขาชวดแชมป์ พรีเมียร์ลีก ก็คือตัวพวกเขาเองและ ความกระหายในแชมป์ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก เพราะ เป๊ป รู้ดีว่าการคว้า 3 แชมป์อย่างยิ่งใหญ่ในประเทศเมื่อซีซันที่แล้วนั้นแทบไม่ได้รับการพูดถึงเท่ากับการที่คู่ปรับใน พ.ศ. นี้อย่าง หงส์แดง ก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์ยุโรปด้วยซ้ำ


ถ้า เป๊ป อยากเป็นที่จดจำมากกว่านี้ นี่คือภารกิจที่พวกเขาต้องทำให้สำเร็จให้ได้

1. ลิเวอร์พูล : อันดับ 1 (12 คะแนน)



สถิติ : ชนะ 4 เสมอ 0 แพ้ 0 


พลพรรคหงส์แดง เปิดฉากอย่างเร้าใจด้วยการคว้า 12 แต้มเต็มก่อนเบรกทีมชาติซึ่งนับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่พวกเขาทำได้และกลายเป็นสถิติใหม่ในประวัติศาสตร์ของสโมสร


ถามว่าเดอะค็อปแปลกใจอะไรมั้ย ถ้าจะตอบให้ทีมอื่นหมั่นไส้ก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าจะตอบตามมารยาทคงต้องพูดว่า ระยะทางยังเหลืออีกยาวไกลครับพี่


ลิเวอร์พูล กลายเป็นอีกทีมที่ค้นพบตัวเองเป็นที่เรียบร้อยต่อจาก แมนฯ ซิตี้ โดย เยอร์เก้น คล็อปป์ สามารถรักษาทีมชุดแชมป์ยุโรปเมื่อปีที่แล้วได้ครบถ้วน ที่เสียไปก็เป็นเพียงตัวสำรองและพวกหมดสัญญา ส่งผลต่อผลงาน 4 นัดแรกของฤดูกาลซึ่งจะบอกว่าพวกเขาหลับตาส่งบอลให้กันยังแม่นเลย


ปัญหาเดียวที่ต้องเจอตั้งแต่เกมแรกของซีซันนั่นคืออาการบาดเจ็บของ อลิสซอน เบ็คเกร์ นายประตูมือหนึ่ง  ซึ่งจะบอกว่าการได้ อาเดรียน มาแทนที่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าอุ่นใจ เพราะ 3 เกมแรกในลีกรวมทั้งเกม ยูฟาซุเปอร์คัพ นั้นพวกเขาเสียประตูทุกนัด เพิ่งจะมีพัฒนาด้วยการเก็บคลีนชีตในเกมล่าสุดนี่เอง


ด้วยการที่มีทีมที่ลงตัว นักเตะยังรักษาฟอร์มได้อย่างต่อเนื่อง และการวางแท็คติกสุดเคี่ยวสไตล์ เยอร์เก้น คล็อปป์ ทำให้พวกเขารักษามาตรฐานเดิมอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่นจากผลงาน 4 นัดที่ผ่านมา


แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงต่อจากนี้ก็คือ พวกเขาต้องระวังการบาดเจ็บของผู้เล่นตัวหลักโดยเฉพาะ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ว่าที่นักเตะบัลลงดอร์คนต่อไป ซึ่งบอกได้เลยว่าในตำแหน่งอื่น ๆ นั้นยังพอมีผู้เล่นที่เข้ามาทดแทนกันได้ แต่สำหรับเซ็นเตอร์ฮาล์ฟค คุณไม่สามารถหาใครมาแทนที่กัปตันทีมชาติฮอลแลนด์ได้เลย


ลองนึกภาพ โจเอล มาติป จับคู่กับ โจ โกเมซ หรือไม่ก็ เดยัน ลอฟเรน มันเหมือนพาเดอะค็อปนั่งย้อนเวลาไปดูทีมเมื่อ 2 ปีก่อนที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ลุ้นอันดับ 4 แบบหืดขึ้นคอยังไงยังงั้นเลยทีเดียว


อย่างไรก็ตามด้วยฟอร์มแบบนี้ก็เชื่อว่าพวกเขาน่าจะมีลุ้นกันจนนัสุดท้ายเหมือนเดิม และเชื่อว่าปีนี้อาจจะถึงเวลาของ หงส์แดง ที่จะผงาด พรีเมียร์ลีก ซักที


ก็ แมนฯ ซิตี้ อยากได้แชมป์ุโรปมากกว่านี่นา



สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น ! * ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใด ๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฎหมายที่ระบุไว้สูงสุด