จะว่าไปก่อนหน้านี้โชคชะตาชีวิตของ เยอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือของ ลิเวอร์พูล น่าจะถูกจัดให้เป็น 'กุนซือสู้ชีวิต' คนหนึ่งของวงการ รวมทั้งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นกุนซือจอมอาภัพในสายตาของใครหลาย ๆ คน


แม้ว่าเขาจะสามารถสร้างชื่อด้วยการพา โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งตอนนั้นเป็นทีมที่กำลังหาทางกลับมาสู่เส้นทางของตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่พวกเขาเคยประกาศความยิ่งใหญ่ระดับยุโรปมาแล้วเมื่อปี 1997 กลับมาเถลิงบัลลังก์แชมป์ บุนเดสลีกา ได้ 2 สมัยติดต่อกันในซีซัน 2010-2011 และ 2011-2012 พร้อมด้วยแชมป์ เดเอฟเบโพคาล อีกหนึ่งสมัย 


แต่หลังจากนั้นกุนซือรายนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จในถ้วยรางวัลใด ๆ อีกเลย แม้ว่าจะได้เข้ารอบชิงชนะเลิศ เดเอฟเบโพคาล 2 ครั้ง และ ​ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก อีก 1 หนเมื่อปี 2013


หลังจากความตกต่ำในซีซัน 2014-2015 คล็อปป์ ก็ได้โบกมืออำลาทีม เสือเหลือง ก่อนที่จะเข้ามารับงานกอบกู้ความยิ่งใหญ่ให้กับ ​ลิเวอร์พูล เมื่อเดือนตุลาคม 2015 


การเข้ามาของอดีตผู้จัดการทีมที่พา ดอร์ทมุนด์ ล้มยักษ์อย่าง บาเยิร์น มิวนิค ได้ถึง 2 ปีติดต่อกันนั้น ย่อมเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของบรรดา เดอะค็อป ทั้งหลาย และเพียงซีซันแรกที่เข้ามารับงาน นายใหญ่เมืองเบียร์พาทีมหงส์พิการชุดนั้นเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยถึง 2 รายการทั้ง ลีกคัพ และ ยูโรป้าลีก แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาทำได้ดีที่สุดเพียงแค่ 'รองแชมป์' เท่านั้น


Jurgen Klopp


ยังไม่พอแค่นั้นเมื่อซีซันที่แล้วเจ้าตัวพา เร้ดแมชชีน เข้าไปชิงเจ้า 'บิ๊กเอียร์' กับยอดทีมอย่าง เรอัล มาดริด แชมป์ 12 สมัย แต่ก็ไม่ต้านทานพลังของบรรดาซุปเปอร์สตาร์ก้องโลกและมันสมองของ ซีเนดีน ซีดาน ไม่ได้ พ่ายอย่างเจ็บปวดไป 3-1 พร้อมด้วยดรามามากมาย


มาถึงตรงนี้ คล็อปป์ กลายเป็นผู้พ่ายแพ้ในเกมนัดชิงชนะเลิศติดต่อกันถึง 6 ครั้งเข้าไปแล้ว


ก่อนเกมนัดชิงดำ แชมเปี้ยนส์ลีก ครั้งล่าสุดจะเริ่มขึ้น มีสื่อหลายเจ้าได้นำผลงานที่น่าผิดหวังนี้มาเป็นประเด็น และถามผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ว่าเขาคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ 


คล็อปป์ ตอบว่า "ในช่วงปี 2012-2017 ผมผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศกับทีมของผม และถ้าคิดว่าผมเป็นสาเหตุนั้น มันก็น่าจะมีปัญหาแล้วล่ะ ผมก็เป็นคนธรรมดา ดังนั้นถ้าผมบอกกับตัวเองว่าเป็นพวก 'ขี้แพ้' เมื่อไหร่ เราทั้งทีมต้องมีปัญหาแน่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น"


"ในเกมแบบนี้บางครั้งคุณก็โชคดี แต่ก็มีอีกหลายครั้งที่ไม่มีโชคเลย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่คุณไม่สามารถไปทำอะไรได้"


นั่นหมายความว่าเขาไม่เคยคิดจะยอมแพ้ แม้ว่าโชคชะตาจะไม่เข้าข้าง แต่ซักวันต้องเป็นวันของเขาและทีม


FBL-EUR-C1-LIVERPOOL-REAL MADRID


ทัศนคติเช่นนี้เจ้าตัวเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากการ์ตูนสเปนเรื่อง Mort and Phil ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับ 2 สายลับที่เจอแต่เรื่องร้าย ๆ อย่างการตกจากตึกระฟ้า ถูกทับด้วยของหนัก โดนระเบิด แต่จากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น


คล็อปป์ กล่าวถึงสิ่งที่เขาได้รับจากการ์ตูนเรื่องนี้ว่า "มันไม่สำคัญว่าคุณจะถูกบดบี้จนแบนติดดินหรือตกจากที่สูงขนาดไหน เพราะท้ายที่สุดแล้วเราจะสามารถผ่านมันไปได้ อีกด้านหนึ่งก็คือถ้าเมื่อใดที่เราพ่ายแพ้ มันก็ยังมีเกมต่อไปให้ที่เราจะต้องทำได้ดีอยู่เสมอ"


และจากความผิดหวังเมื่อปี 2018 คล็อปป์ จัดการยกเครื่องใหม่ หลังขาย ฟิลิปเป้ คูตินโญ ได้เงินก้อนใหญ่ซึ่งเพียงพอที่จะนำมาเล่นแร่แปรธาตุในการแก้ไขจุดอ่อนของทีม 


อย่างที่เราได้เห็น ทั้ง อลิสซอน และ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ เล่นได้อย่างโดดเด่นในเกมที่เอาชนะ ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ โดยเฉพาะมือกาวบราซิลเลียนที่คว้ารางวัลแมนออฟเดอะแม็ทช์ไปครอง


ความอับโชค 6 ครั้งหลังสุดนั้นไม่ได้บั่นทอนจิตใจเจ้าตัวแม้แต่น้อย กลับเป็นแรงผลักดันให้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงทีมและพยายามก้าวข้ามความล้มเหลวนั้นให้ได้


Jurgen Klopp,Jordan Henderson


ภาพการร้องไห้ดีใจของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมเป็นสิ่งที่บ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง ทั้งความอัดอั้นตันใจและความสะใจที่มันสั่งสมกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว


คล็อปป์ เองก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่เขาไม่ได้มีอาการสุดเหวี่ยงหรือร้องไห้ฟูมฟาย แต่เจ้าตัวเลือกที่จะเดินไปกอดลูกทีมทุกคนทั้งตัวจริงและตัวสำรองเหมือนอย่างที่เคยทำเพื่อเป็นการขอบคุณนักเตะและทีมงาน รวมทั้งแฟนบอลทียังเชื่อมั่นในตัวเขา


และสโมสร ลิเวอร์พูล ที่เลือกจะให้โอกาสในการสร้างทีมแม้จะเต็มไปด้วยข้อจำกัด แต่นี่คือสิ่งที่เจ้าตัวรู้ดีตั้งแต่วันแรกที่มาถึง และ เยอร์เก้น คล็อปป์ ทำทุกอย่างที่เขาเคยพูดไว้ในวันแรกที่เปิดตัวกับสโมสร ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าเขาจะ 'เปลี่ยนความสงสัยให้เป็นความเชื่อ'


และวันนี้กับความพ่ายแพ้ทั้ง 6 ครั้งที่ผ่านมา เขาสามารถลุกขึ้นมาพาทีมกลับมาครองความยิ่งใหญ่ในยุโรปเป็นสมัยที่ 6 ได้สำเร็จด้วยความเชื่อ


แม้จะผ่านความล้มเหลวมาขนาดไหน แต่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับสโมสรรวมทั้งบรรดา เดอะค็อป ยังคงเชื่อมั่นและมีความหวังว่าชายผู้นี้จะเป็นคนปลุกให้ยักษ์หลับอย่าง ลิเวอร์พูล กลับมาครองความยิ่งใหญ่บนเกาะอังกฤษอีกครั้ง


และทุกคนก็ยังเชื่อว่า 'นี่จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น' ดังเช่นที่กุนซือเฮฟวีเมทัลว่าไว้หลังเกมเช่นกัน


Jurgen Klopp



สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น!*ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด