Jurgen Klopp

สเปอร์ส 0-2 ลิเวอร์พูล : 5 ประเด็นร้อนหลังเกม




"ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อเครื่องจักรสีแดงเดินเครื่องเต็มที่"


จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2018/19 และแน่นอนว่าปีนี้ แชมป์คือ สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล จากศึก ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 


โดยเป็นการคว้าแชมป์รายการนี้ (ยูโรเปี้ยน คัพ+แชมเปี้ยนส์ ลีก) เป็นสมัยที่ 6 ของสโมสร ซึ่งปีล่าสุดคือปี 2005


ส่วน ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ไม่เคยผ่านเข้าชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก มาก่อน ครั้งสุดท้ายที่พวกเขาได้สัมผัสแชมป์ยุโรปคือเมื่อปี 1984 ในรายการยูฟ่า คัพ


ส่วนลิเวอร์พูล กลับมาแก้ตัวอีกครั้งเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน และเป็นการเข้าชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งที่ 4 หลังเคยเข้าชิงในปี 2005,2007,2018 โดยคว้าแชมป์ได้ในปี 2005 กับปาฏิหาริย์ที่อิสตัสบูล 


ผ่านเรื่องราวอะไรตั้งมากมายกว่าจะมาถึงจุดนี้ สำหรับนัดชิงชนะเลิศปีนี้อาจไม่ได้มีดราม่าแบบฉุดอารมณ์ แต่ถ้ามองกลับไปนัดที่ผ่าน ๆ มา จะเห็นได้ว่าจริง ๆ แล้วปีนี้ถือเป็นอีกปีที่การแข่งขันคุณภาพคับแก้วมาก ๆ 


และนี่คือ 5 ประเด็นร้อนหลังเกม ลิเวอร์พูล ถลุงแชมป์บิ๊กเอียร์ สมัยที่ 6



5. สถิติหลังเกมและรูปเกมโดยรวม


ทั้งสองทีม เลือกจัดทีมชุดใหญ่ลงสนาม โดย ไก่เดือยทอง ของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ นำมาโดย แฮร์รี เคน ที่หายเจ็บกลับมาทันเวลา และ ซอน เฮือง มิน พร้อมปั่นป่วนแนวรับ หงส์แดง ส่วน ลูคัส มูร่า โปเช็ตติโน่ เลือกเก็บไว้เป็นไม้เด็ดที่ม้านั่งสำรอง


ทางฝั่ง หงส์แดง ลิเวอร์พูล ของ เยอร์เก้น คล็อปป์ เกมนี้ มีชื่อของ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ อยู่ใน 11 ตัวจริงอีกครั้ง หลังจากได้รับบาดเจ็บ แดนกลางอัดแน่นมาด้วย เฮนเดอร์สัน ไวจ์นัลดุม และ ฟาบินโญ่


ลิเวอร์พูล ได้ประตูเร็ว ตั้งแต่นาทีที่ 1 จากจังหวะแฮนด์บอลในกรอบจุดโทษ และเป็น โมฮาเหม็ด ซาลาห์  รับหน้าที่สังหารไม่พลาด 


จากประตูที่นำไวขนาดนี้ ทำให้ทัพ ไก่เดือยทอง ดูเร่งเครื่องหวังจะได้ประตูตีเสมอเร็ว ทางฝั่ง หงส์แดง ตั้งตัวไม่ทันเมื่อเจอเกมที่เร่งขนาดนี้ ช่วงแรก มีเป๋นิดหน่อย แต่หลังจากนั้นเริ่มคุมเกมได้และประครองไม่เสียประตูจนหมดครึ่งแรก


เริ่มเกมครึ่งหลัง ทั้งสองทีมเปลี่ยนตัวนักเตะสู้กันด้วยแท็คติก ครึ่งหลัง สเปอร์ส ท่าดีใช้ได้บุกหนักทันทีแต่ก็ไม่สามารถหาประตูได้ ด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยมของ อลิสซอน เบ็คเกอร์ ที่วันนนี้เซฟไปถึง 8 ครั้ง


จนมาถึงนาที 87 ลิเวอร์พูล มาได้ประตูชนิดที่เรียกว่า ตอกฝาโลง จาก ดิว็อค โอริกี ที่ลงมาเป็นตัวสำรอง ยิงหักข้อแบบเฉียบคม ทำให้เกมรุกของ สเปอร์ส ที่เร่งเครื่องอยู่ดี ๆ กลายเป็นแผ่วลงไป ก่อนจะเกมการแข่งัขนโดย หงส์แดง เอาชนะไปได้ 2-0 คว้าแชมป์สมัยที่ 6 ได้สำเร็จ


สถิติหลังเกม

สเปอร์ส มีโอกาสยิงประตู 16 ครั้ง เข้ากรอบ 8 ครั้ง มีเปอร์เซนต์การครองบอลอยู่ที่ 65 เปอร์เซนต์ ทางฝั่ง ลิเวอร์พูล มีโอกาสยิงประตู 14 ครั้ง เข้ากรอบ 3 ครั้ง และมีเปอร์เซนต์การครองบอลอยู่ที่ 35 เปอร์เซนต์



4. เยอร์เก้น คล็อปป์ ทำลายกำแพง


เยอร์เก้น คล็อปป์ คือผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลคนที่ 4 ที่พาทีมเป็นแชมป์ยุโรปถ้วยใหญ่ถัดจาก บ็อบ เพรสลี่ย์, โจ เฟแกน และ ราฟา เบนิเตซ 

 

เยอร์เก้น คล็อปป์ หยุดสถิติเลวร้ายของตัวเองที่แพ้ในรอบชิงฯ ฟุตบอลถ้วย 6 ครั้งติดต่อกันลงได้ ครั้งเดียวก่อนหน้านี้ที่พาทีมเป็นแชมป์ได้คือ เดเอฟเบ โพคาล กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ในปี 2012 


เยอร์เก้น คล็อปป์ คือโค้ชชาวเยอรมันคนที่ 5 ที่คุมทีมได้แชมป์ยุโรปถ้วยใหญ่ถัดจาก เด็ตต์มาร์ คราเมอร์, จุ๊ปป์ ไฮน์เกส, อ็อตต์มาร์ ฮิตซ์เฟลด์ และ อูโด้ ลัทเท็ค แต่ว่าเป็นคนที่ 2 ที่คุมทีมอื่นที่ไม่ใช่ทีมเยอรมันเป็นแชมป์ คนแรกคือ จุ๊ปป์ ไฮน์เกส ที่ได้แชมป์กับเรอัล มาดริด 

3. ชนะกันที่เกมรับ


เชื่อหรือไม่ว่า ไม่มีนักเตะคนใดเลี้ยงบอลผ่าน เวอร์กิล ฟาน ไดค์ ได้เลยในการลงสนาม 64 นัดหลังสุดจากทุกรายการให้กับ ลิเวอร์พูล 


นี่ถือเป็นความสุดยอดของเจ้าตัวเลยทีเดียว โดยเฉพาะเกมนี้ ฟาน ไดค์ จัดการเก็บ แฮร์รี่ เคน ได้อยู่หมัด เรียกได้ว่าหายไปจากเกม


นอกจากความยอดเยี่ยมของ VvD แล้ว แผงหลังแบ็คโฟร์ก็ทำผลงานกันได้ดีไม่น้อยหน้า 


และที่สำคัญเลยเกมนี้ถ้าไม่มีเขาก็แย่เหมือนกัน อลิสซอน เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูชาวบราซิล ที่เกมนี้ โชว์เซฟกระจายไป 8 ครั้ง เซฟสำคัญแบบซูเปอร์เซฟ 2-3 ครั้ง 

2. ใครว่า เฮนโด้ ไม่มีวาสนาชูถ้วยใบใหญ่


จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมลิเวอร์พูล สุดปลื้มกับความสำเร็จของทีมที่ผงาดคว้าแชมป์ยุโรปสมัย 6 


เฮนเดอร์สัน กลายเป็นกัปตัน หงส์แดง คนที่ 6 ต่อจาก เอมลีน ฮิวจ์ส, ฟิล ธอมป์สัน, แกรม ซูเนส, สตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่พาทีมคว้าแชมป์ยุโรปถ้วยใหญ่หลังเอาชนะสเปอร์ส 2-0 ในรอบชิงชนะเลิศ ที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อวันเสาร์ที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา 


กัปตันทีมวัย 28 ปี กล่าวหลังชูถ้วยแชมป์ว่า "นี่คือโมเมนต์ที่ดีที่สุดในชีวิตผม นี่คือสิ่งที่ผมฝันมาตลอดตั้งแต่เป็นเด็ก"


"มันไม่ได้เกี่ยวผม ไม่ได้เกี่ยวว่าที่ผมเป็นกัปตันทีมหรือได้ชูถ้วยแชมป์ยุโรป มันเกี่ยวกับสโมสรแห่งนี้ นักเตะเหล่านี้ ผู้จัดการทีมคนนี้ ต่อจากนี้เราต้องรักษามันไว้และเดินหน้าต่อไป" 

1. เกร็ดน่ารู้


ดิว็อค โอริกี้ คือนักเตะเบลเยียมคนที่ 2 ที่ยิงประตูได้ในรอบชิงฯ ถ้วยยุโรปใบใหญ่ คนแรกคือ ยานนิค การ์ราสโก้ ที่ยิงให้ แอต.มาดริด ในเกมกับ เรอัล มาดริด เมื่อปี 2016 


ดิว็อค โอริกี้ ได้โอกาสยิงประตู 3 ครั้ง แต่เป็น 3 ประตูใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปีนี้


เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ กลายเป็นนักเตะคนแรกที่ออกสตาร์ทตัวจริงแชมเปี้ยนส์ ลีก 2 ปีติดโดยที่อายุยังไม่เกิน 21 ปี  

 

เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ แพ้ทั้ง 2 นัดที่พาสเปอร์สเข้าชิงฟุตบอลถ้วย ครั้งแรกคือลีก คัพ ที่แพ้ต่อเชลซี ในปี 2015 


ในรอบ 20 ปีหลังสุด สเปอร์ส เป็นทีมที่ 6 ติดต่อกันที่เข้าชิงสมัยแรกแล้วลงเอยด้วยการแพ้ถัดจากบาเลนเซียปี 2000, เลเวอร์คูเซ่นปี 2002, โมนาโกปี 2004, อาร์เซน่อล ปี 2006, เชลซีปี 2008 


สเปอร์ส ไม่เคยนำคู่แข่งก่อนในครึ่งแรกของ 13 นัดแชมเปี้ยนส์ ลีก ปีนี้ พวกเขาลงเอยด้วยการชนะ 6 นัด เสมอ 2 นัด และแพ้ 5 นัด

สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น ! * ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใด หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฎหมายที่ระบุไว้สูงสุด