ฟุตบอล ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก ทั้งสองคู่เมื่อคืนวันพุธก่อนมีเรื่องที่ให้พูดถึงเหมือนกันโดยบังเอิญ นั่นคือ การตัดสินด้วยการใช้ VAR หรือ ผู้ช่วยผู้ตัดสินด้วยการใช้ภาพวิดีโอ


ผู้ตัดสินจะใช้ระบบนี้เข้ามาช่วยใน 4 กรณีตามที่ระบุไว้ในเว็บไซต์ของ ฟีฟา นั่นคือ จังหวะการได้ประตูว่ามีการฟาวล์เกิดขึ้นหรือไม่ การตัดสินลูกจุดโทษ การตัดสินลงโทษในกรณีที่มีให้ใบแดงเกิดขึ้น และ ในกรณีที่เพื่อทำให้แน่ใจว่าผู้ตัดสินลงโทษนักเตะไม่ผิดคน


ส่วนกระบวนการของการใช้ VAR นั้นมีขั้นตอนที่เข้าใจได้ง่าย ๆ ก็คือ ถ้าผู้ตัดสินใจสนามไม่แน่ใจว่าจังหวะดังกล่าวฟาวล์หรือล้ำหน้าหรือไม่ ก็สามารถแจ้งทางห้องควบคุมได้ หรือถ้าห้องควบคุมมองว่าเหตุการณ์นี้ผู้ตัดสินทำหน้าที่ไม่เคลียร์ ก็สามารถแจ้งมาที่ผู้ตัดสินผู้นั้นได้ ต่อจากนั้นจะมีการดูภาพช้าในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และผู้ตัดสินจะตัดสินใจเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง


โดย VAR เปิดตัวอย่างเป็นทางการในรายการชิงแชมป์สโมสรโลกเมื่อปี 2016 ระหว่าง เรอัล มาดริด และ คลับ อเมริกา หรือเมื่อ 3 ปีที่แล้ว


สำหรับใน ​แชมเปี้ยนส์ลีก ซีซันนี้ ยูฟา ก็มีการนำมาใช้ตั้งแต่รอบ 16 ทีมที่ผ่านมา ในขณะที่เมื่อคืนวันพุธก่อนคู่ของ ปอร์ตู-​ลิเวอร์พูล และ ​แมนเชสเตอร์ ซิตี้-​ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ ก็มีจังหวะที่ต้องใช้ VAR ในการตัดสิน  


FBL-EUR-C1-MAN CITY-TOTTENHAM


คู่แรกนั้นไม่เท่าไหร่ เพราะทุกอย่างชัดเจน แต่ที่ดรามากันสุด ๆ ก็น่าจะเป็นคู่หลัง เพราะไอ้เจ้าผู้ช่วยผู้ตัดสินระบบนี้ดันมาถูกใช้ใน 2 จังหวะชี้เป็นชี้ตาย และสุดท้ายทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ก็ต้องตกรอบควอเตอร์ไฟนอลด้วยน้ำมือของทีมจาก อังกฤษ เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน


อดีตกุนซือ บาเยิร์น มิวนิค และ บาร์เซโลนา ออกมากล่าวถึงการใช้ VAR หลังจบเกมว่าเขาเห็นด้วยกับการนำมาใช้ แต่ก็มีจังหวะที่เขาเห็นต่างจากผู้ตัดสินอย่างประตู 4-3 ของ ยอเรนเต้ ที่ เป๊ป มองว่ามันโดนแขนชัด ๆ 


แต่ก็ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรใหญ่โต นอกจากประเด็นเรื่องความไร้โชควาสนาของ แมนฯ ซิตี้ ที่ลงเล่นในฟุตบอลรายการนี้ทีไรก็ไม่เคยประสบความสำเร็จซักที


เรื่อง VAR นั้น ก่อนหน้านี้คนในวงการฟุตบอลหลายคนมองว่า นี่มันคือตัวทำลายมนต์เสน่ห์ของเกมลูกหนังชัด ๆ เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาเสียเวลารอดูภาพรีเพลย์ซึ่งบางทีอาจจะต้องรอกันเป็นนาที เพราะฟุตบอลมันคือเกมของความต่อเนื่อง


จิอันลุยจิ บุฟฟอน ถึงกับบอกว่า เรากำลังเตะบอล ไม่ได้มาเล่นโปโลน้ำนะ


Clement Turpin


บางคนยกเอาความผิดพลาดของผู้ตัดสินเป็นความคลาสสิคของฟุตบอล ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อ 20-30 ปีก่อนมันอาจจะเป็นเช่นนั้น เพราะตอนนั้นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดก็คือ 'ภาพช้า' หรือ 'ภาพรีเพลย์' ซึ่งจะได้เห็นแต่การชมถ่ายทอดสดเท่านั้น แถมยังไม่ค่อยจะชัดด้วย มันเลยทำให้มีเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดจากความไม่ทันเกมและน่ากังขาของบรรดาผู้ตัดสิน รวมทั้งจังหวะน่าสงสัยในหลาย ๆ เกมกลายเป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาสำหรับแฟนบอลจนถึงปัจจุบันนี้


ไม่ว่าจะเป็น ประตูปริศนาของทีมชาติอังกฤษในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 1966 แฮนด์ออฟก็อดของ มาราโดนา ในฟุตบอลโลกปี 1986  หรือแม้กระทั่ง 'ประตูผี' ของ หลุยส์ การ์เซีย ในเกมรอบรองชนะเลิศ ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ ลิเวอร์พูล พบกับ ​เชลซี เมื่อปี 2005


นั่นคือสิ่งที่เราเคยเรียกกันว่า 'ความคลาสสิค'


แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยีไปไกลมาก ทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินถูกนำมาใช้ในเกมกีฬามากขึ้น และหลาย ๆ ประเภทก็นำเอาการตัดสินด้วยคลิปวีดีโอมาใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อช่วยให้การตัดสินนั้นบริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุด ไม่ว่าจะเป็น เทนนิส วอลเลย์บอล แบดมินตัน หรือ กีฬาประเภทอเมริกันเกมส์ต่าง ๆ


อีกทั้งต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันนี้กีฬาเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีผลตอบแทนหรือผลประโยชน์มหาศาล ดังนั้นการตัดสินที่ผิดพลาดเพียงครั้ังเดียวอาจะนำมาซึ่งความเสียหายทางธุรกิจนับหลายพันล้านบาทเลยก็ได้


แล้วกับฟุตบอลที่แต่ละทีมลงทุนกันไม่ใช่น้อย ๆ โดยเฉพาะกับ แชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งนับเป็นบ่อเงินบ่อทองของบรรดาทีมในยุโรป ทำไมพวกเขาจะไม่รักษาผลประโยชน์ของตัวเองด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อทำให้เกมมันชัดเจนมากยิ่งขึ้นกันล่ะ


FBL-EUR-C1-MAN CITY-TOTTENHAM


บางคนอาจจะยังยืนยันว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีความเป็นมนุษย์แท้ ๆ และมีความ 'คลาสสิค' ตรงที่เรายอมรับความผิดพลาดของผู้ตัดสินและปล่อยให้มันเป็นไปตามนั้น และหลังจากนั้นก็มีเรื่องราวต่าง ๆ ให้พูดถึงกันมากมาย


แต่ก็ใช่ว่า VAR จะไม่สามารถสร้างความคลาสสิคให้กับฟุตบอลได้ แค่เกมคู่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ สเปอร์ส เมื่อกลางสัปดาห์ก่อนกับจังหวะการทำประตูของ ราฮีม สเตอร์ลิง ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บที่ทำให้แฟนบอล ซิตี้ เฮกันทั้งสเตเดี้ยม แต่อีกไม่ถึง 2 นาทีต่อมาพวกเขาก็ก้มหน้าร่ำไห้เพราะ VAR กำลังบอกว่า เซร์คิโอ อเกวโร อยู่ในจังหวะล้ำหน้าก่อนหน้านั้น ซึ่งนั่นหมายถึงมันทำให้พวกเขาต้องตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายอีกครั้ง


ตื่นเช้ามาเรื่องนี้ได้รับการพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย ไม่ใช่การมานั่งเถียงกันว่าจังหวะนั้นล้ำหรือไม่ล้ำเหมือนเมื่อก่อน แต่เป็นการได้นั่งดูจังหวะนี้ซ้ำ ๆ พร้อมกับได้ดูอารมณ์ของแฟนบอล ผู้จัดการทีม สต๊าฟโค้ช และ นักเตะ ที่เปลี่ยนแปลงภายในเวลาแค่ไม่กี่นาทีหลังจากที่ใช้ VAR ในการตัดสิน


ที่แน่ ๆ คือทุกคนเคลียร์ เพราะภาพมันชัดเจน และกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่อง 'คลาสสิค' ที่ได้พูดถึงกัน


แน่นอนว่าเมื่อ 2-3 ปีก่อนตอนเทคโนโลยีนี้เข้ามาใหม่ ๆ เสียงคัดค้านย่อมมี แต่เมื่อมันถูกนำมาใช้มากขึ้นและผู้คนเข้าใจกระบวนการการทำงานมากขึ้น เสียงบ่นก็เริ่มน้อยลงตามลำดับ เพียงแต่อาจจะต้องมีการประเมินกันว่ามันมีประสิทธิภาพและลดความผิดพลาดในการตัดสินได้มากขึ้นจริงหรือไม่


FBL-FRA-LIGUE1-SAINT ETIENNE-NIMES


พรีเมียร์ลีก เองก็ได้ประกาศแล้วว่าพวกเขาจะนำ VAR มาใช้ในซีซันหน้า ในขณะที่ บุนเดสลีกา นั้นมีการนำมาใช้ก่อนหน้านี้ไปแล้ว ซึ่งลีกอื่น ๆ ในยุโรปก็น่าจะเริ่มนำมาใช้ และคาดว่าในช่วงเวลาไม่นานลีกชั้นนำในยุโรปจะมี  VAR กันทั่วบ้านทั่วเมือง


นั่นหมายความว่าระบบนี้เริ่มที่จะได้รับการยอมรับและมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อย ๆ 


ต่อไปนี้เรื่องราวของการตัดสินที่ผิดพลาดอาจจะค่อย ๆ ลดลง เพราะมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราได้เห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผลประโยชน์ของสโมสรต่าง ๆ จะได้รับการดูแลและปกป้องโดยทางอ้อม รวมทั้งจะทำให้เกมฟุตบอลกลายเป็นกีฬาที่แฟร์มากขึ้น แฟนบอลก็จะได้ไม่ต้องมานั่งเถียงกันว่า ลูกนี้แฮนด์บอลทำไมไม่เป่า หรือ ลูกนั้นโดนทำฟาวล์ทำไมไม่ได้จุดโทษ 


และไม่ต้องกลัวว่าเมื่อใช้เทคโนโลยีนี้ในการตัดสินแล้วจะทำให้ความน่าสนใจของฟุตบอลน้อยลง ตรงกันข้ามมันอาจจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกมน่าดูมากยิ่งขึ้น และอาจจะดึงดูดสปอนเซอร์ได้มากขึ้นตามไปด้วย เพราะคงไม่มีผู้สนับสนุนรายใดอยากจะลงเงินกับการแข่งขันที่เต็มไปด้วยความผิดพลาด น่ากังขา และไม่แฟร์


ต่อจากนี้ไปเราคงจะได้มานั่งคุยกันถึงความ 'คลาสสิค' ของ VAR มากกว่าความ 'คลาสสิค' จากความผิดพลาดของผู้ตัดสินกัน


FBL-FRA-LIGUE1-SAINT ETIENNE-NIMES



สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น!*ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด