ในขณะที่ ลิเวอร์พูล กำลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในรอบหลายปี โดยพวกเขาก้าวขึ้นไปอยู่บนหัวตารางของ พรีเมียร์ลีก มีคะแนนนำ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์เก่าอยู่ 4 คะแนนจากการลงเล่น 21 นัด ​โดยเมื่อลงรายละเอียดในผลงานแต่ละด้านยิ่งทำให้เห็นว่าพวกเขามีพัฒนาการและก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงอย่างเต็มตัวในซีซันนี้ จากการยิงประตูได้มากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากทีมของ เป๊บ กวาร์ดิโอลา เสียประตูน้อยที่สุดในลีก มีประตูได้เสียเท่ากับ ซิตี้ ชนะคู่แข่งได้มากที่สุด และแพ้น้อยที่สุดเพียง 1 นัดเท่านั้น


ผลงานเช่นนี้ทำให้ เดอะค็อป ทั่วโลกต่างกลับมาชื่นมื่นและคึกคักกันอีกครั้ง หลังจากที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ ใช้เวลา 3 ปีครึ่งในการเข้ามาปะผุ ซ่อมแซม และเสริมแต่งให้ ​หงส์แดง กลับมาสู่เส้นทางของการลุ้นแชมป์ ​พรีเมียร์ลีก สมัยแรกอีกครั้งนับตั้งแต่ปี 2014 


ตัดกลับไปอีกด้านหนึ่ง ภาพของสตาร์ชาวบราซิลเลียนที่เคยเป็นที่รักของบรรดาสาวกทีม นกลิเวอร์เบิร์ด กลับต้องนั่งจับเจ่าทำหน้าตาบอกบุญไม่รับอยู่ข้างสนามที่ขึ้นชื่อว่า ยิ่งใหญ่ อลังการ มีมนต์ขลัง และเปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์แห่งความสำเร็จแห่งหนึ่งของโลกฟุตบอล 


คัมป์นู บาร์เซโลนา

Philippe Coutinho

เมื่อ 12 เดือนก่อน ​ฟิลิปเป้ คูตินโญ ย้ายจาก ลิเวอร์พูล ไปซบอกยักษ์ใหญ่แห่ง ลาลีกา ด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของทั้ง 2 สโมสรอยู่ที่ราว ๆ 146 ล้านปอนด์ ซึ่งคงยากที่จะปฏิเสธว่าฟอร์ม ณ ตอนนั้นของเจ้าตัวมันคุ้มค่ากับการลงทุนของทาง บาร์ซา และก็มากพอที่จะโน้มน้าวให้ คล็อปป์ ยอมปล่อยยอดนักเตะรายนี้ออกจากทีมในช่วงกลางฤดูกาลได้


ตอนนั้นแฟนบอลเดนตาย หงส์แดง หลายคนพากันนั่งเอามือกุมหัว พลางถอนหายใจและปลงตกกันเรียบร้อยแล้วว่าทีมของพวกเขาคงจะเข้าอีหรอบเดิมคือ การทำอันดับไปเตะฟุตบอลยุโรป อย่างน้อยก็ ยูโรป้าลีก แล้วค่อยมาว่ากันใหม่ในซีซันหน้า แต่นายใหญ่จากเมืองเบียร์ก็ได้แสดงฝีมือออกมาให้เห็นว่าการทำ ดอร์ทมุนด์ เป็นแชมป์ บุนเดสลีกา 2 สมัยติดต่อกันได้นั้นไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ เมื่อเขาปั้น ​โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมให้กลายเป็นดาวซัลโว พร้อมพาทีมจาก เมอร์ซีย์ไซด์ คว้าอันดับ 4 ไปเตะ ​ยูฟาแชมเปี้ยนส์ลีก เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน และเข้าชิงชนะเลิศรายการเดียวกันนี้กับโคตรทีมอย่าง เรอัล มาดริด ได้สำเร็จ แม้จะไม่ได้แชมป์กลับมาก็ตาม


ส่วนอีกด้านหนึ่ง คูตี้ ก็ประเดิมครึ่งซีซันหลังกับทีมใหม่ได้อย่างสวยงามและจบซีซันด้วยการคว้าดับเบิ้ลแชมป์ ทั้ง ลาลีก้า และ โคปาเดลเรย์ เคียงข้างสตาร์เบอร์หนึ่งของโลกอย่าง ​ลีโอเนล เมสซี และอดีตเด็กหงส์อีกคนอย่าง หลุยส์ ซัวเรส ชวนให้แฟนทีมอื่น ๆ เอามาล้อเลียนกันสนุกสนานได้อยู่ระยะหนึ่งเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม เวลามันผ่านไปไวเหมือนโกหก ทุกอย่างกลับสวนทางกันอย่างไม่น่าเชื่อระหว่าง คูตินโญ และ ลิเวอร์พูล เมื่อในซีซันนี้ผลงานของอดีตทีมเก่าของเขากำลังพุ่งทะยานใน พรีเมียร์ลีก ถูกยกขึ้นเป็นเต็งหนึ่งที่จะคว้าแชมป์ หลังจากที่สโมสรได้ใช้เงิน 146 ล้านปอนด์ที่ว่านั้นอย่างคุ้มค่า นับตั้งแต่การซื้อ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ในช่วงเดือนมกราคมีที่แล้ว ตามมาด้วยการซิว อลิสซอน เบ็คเกร์ นายทวารมือหนึ่งของทีมชาติ บราซิล ด้วยค่าตัว 65 ล้านปอนด์ รวมทั้งการเพิ่มเงินอีกเล็กน้อยในการดึง นาบี เกอิต้า, ฟาบินโญ และ เซอร์ดาน ชากีรี ที่ต่างถูกดึงเข้ามากลบจุดอ่อนและเพิ่มศักยภาพของทีมให้มากขึ้นและดูดีมีอนาคตกว่าเดิม


ส่วนเพลย์เมคเกอร์วัย 26 ปี กลับได้เจอกับความจริงอันโหดร้ายเมื่อ บาร์เซโลนา คือทีมที่เต็มไปด้วยซุปเปอร์สตาร์ระดับโลก เมื่อช่วงปิดฤดูกาลพวกเขาดึง อาร์ตูร์ มาจาก เกรมิอู, อาร์ตูโร วิดาล ย้ายมาจาก บาเยิร์น และยังมี อุสมาน เดมเบเล ปีกดาวรุ่งที่ถูกซื้อมาไว้ในทีมก่อนหน้านั้นก็เริ่มจะฉายแววความเก่งออกมาในซีซันนี้  สิ่งที่ คูตี้ ต้องเจอก็คือจำนวนเกมในสนามที่ค่อย ๆ ลดน้อยลงจากช่วงต้นฤดูกาลที่เขาถูกวางเป็นตัวหลักในแดนหน้าร่วมกับ ซัวร์เรส และ เมสซี หรือในบางครั้งก็ถูกถอยมาเล่นเป็นกองกลางในระบบมิดฟิลด์ 3 คนโดยมี อิวาน ราคิติช และ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ ที่ยืนขึงอยู่ตรงกลางสนาม 


แต่เมื่อนักเตะใหม่เริ่มปรับตัวเข้ากับทีมได้ และดาวรุ่งจอมเบี้ยวอย่าง เดมเบเล เริ่มจะฉายแวว ที่ว่างสำหรับอดีตดาวเตะ ลิเวอร์พูล ก็คือที่นั่งข้างสนามในซุ้มม้านั่งสำรอง ที่ทำให้เขาต้องนั่งมองแผ่นหลังของ เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ นายใหญ่ และนักเตะ 11 ตัวจริงของทีม อัซซูกรานา โลดแล่นบนผืนหญ้าและเก็บชัยชนะไปเรื่อย ๆ 


มาโนโล เครสโป นักข่าวของ Sport วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้อดีตดาวเตะ อินเตอร์ มิลาน และ หงส์แดง ต้องตกระกำลำบากในถิ่น คัมป์นู โดยสรุปได้ 3 ประเด็น คือ ประเด็นแรกคือ ค่าตัวมหาศาลเป็นสถิติสโมสร ถึงแม้ว่า คูตี้ จะกล่าวถึงเรื่องนี้ในวันเปิดตัวที่สนาม คัมป์นู ว่า "มันไม่ได้เป็นแรงกดดันเลย มันคือการให้เกียรติกันแต่สุดท้ายแล้ว 'เกียรติ' ที่ว่านั้นก็กลับมาเล่นงานตัวเขาเอง ซึ่งจะเห็นได้ว่าเมื่อเขาไม่สามารถทำประตูได้ หรือเล่นได้ไม่โดดเด่นก็จะโดนแฟนบอลโห่ใส่และมีการวิจารณ์กันอย่างรุนแรงตามโซเชียลมิเดีย เนื่องจากความที่มีค่าตัวมหาศาลนี่แหล่ะ

ประเด็นที่สองที่ทาง เครสโป ยกขึ้นมาก็คือ ฟอร์มการเล่นของ อุสมาน เดมเบลเล ปีกเฟร้นช์แมน ที่แม้ว่าเจ้าตัวจะมีปัญหาเรื่องวินัย ชอบมาซ้อมสายเพราะติดเกม แต่ บัลเบร์เด้ ไม่เคยลงโทษรุนแรง แถมเพื่อนร่วมทีมยังออกมาให้สัมภาษณ์ในเชิงพร้อมให้อภัยและพร้อมหนุนหลังให้โชว์ฟอร์มให้กับทีม ซึ่งเจ้าหนูวัย 21 ปีก็สามารถเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในฐานะของกองหน้าตัวริมเส้น รวมทั้งยังสามารถทำประตูชี้ขาดได้ในหลาย ๆ เกมอีกด้วยจนกลายเป็นตัวเลือกแรกของผู้จัดการทีมไปแล้ว


ประเด็นสุดท้าย นักข่าวชาวสเปนวิเคราะห์ไปในทางเดียวกับ Mirror สื่อในอังกฤษ คือ เรื่องของตำแหน่งการเล่นในแผงกองกลาง ซึ่ง อาร์ตูร์ และ อาร์ตูโร วิดาล กลายเป็น 2 นักเตะที่ถูกหมุนเวียนใช้งานในตำแหน่งนี้ในช่วงหลัง เนื่องจากทั้งคู่เป็นกองกลางพันธุ์แท้ที่สามารถให้ทีมได้มากกว่าการเล่นเกมรับ ซึ่งตรงจุดนี้ คูตินโญ ทำไม่ได้ เพราะเขาไม่ใช่นักเตะกองกลางแบบ MC หรือ DMC แต่เจ้าตัวเป็น AMC หรือกองหน้าตัวริมเส้นมากกว่า โดยไม่ว่า บัลเบร์เด้ จะใช้ระบบ 3-5-2 หรือ ระบบดั้งเดิมของทีมอย่าง 4-3-3 ก็ไม่มีที่ว่างให้กับเพลย์เมคเกอร์รายนี้อยู่เลย


ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่สื่อเมืองผู้ดีและแดนกระทิงดุจะพร้อมใจกันเล่นข่าวการย้ายทีมใน​ตลาดช่วงเดือนมกราคม โดยมีข่าวมาตั้งแต่ก่อนปีใหม่ว่า ลิเวอร์พูล อาจจะดึง คูตินโญ กลับ แอนฟิลด์ ด้วยสัญญายืมตัว หรือกับข่าวล่าสุดที่ระบุว่า ​แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เล็งสตาร์รายนี้เข้ามาเสริมทัพเช่นกัน แม้ว่าทางผู้อำนวยการด้านกีฬาของทีมเจ้าบุญทุ่มจะออกมาปฏิเสธแล้วว่าไม่ต้องการปล่อยตัวดาวเตะค่าตัวแพงรายนี้ก็ตาม

คำพูดที่ ฟิลิปเป้ คูตินโญ ได้กล่าวไว้ในวันเปิดตัวกับทีมจากแคว้นคาตาลัน ที่ว่า “สำหรับผมแล้วจะไม่มีวันย้ายออกจาก ลิเวอร์พูล ไปสโมสรอื่น แต่กับ บาร์เซโลนา นั้นเป็นอะไรที่แตกต่าง เป็นความฝันและเป็นสโมสรที่มีมนต์ขลังสำหรับผม เมื่อตอนเป็นเด็กผมดู โรนัลดินโญ เล่นและสร้างสิ่งมหัศจรรย์ที่นั่น และตอนนี้มี ลิโอเนล เมสซี่ ที่กำลังทำเช่นนั้นเหมือนกัน” อาจจะเป็นคำพูดที่เสียดแทงหัวใจ เดอะค็อป หลายคน และสร้างความยินดีปรีดาให้กับแฟนบอล บาร์ซา ที่เฝ้ารอสตาร์คนใหม่เข้ามาสร้างความสำเร็จให้กับทีมในตอนนั้น


แต่ ณ วันนี้จะมี 'เด็กหงส์' ซักกี่คนที่จะนึกถึงเพลย์เมคเกอร์ร่างเล็กผู้มีลูกฟรีคิกและลูกยิงไกลอันเฉียบคมที่เคยถูกใช้ช่วยทีมมาหลายปี ในขณะที่ตอนนี้พวกเขากำลังสยายปีกไปขุมกำลังที่มีคุณภาพมากขึ้นและ เยอร์เก้น คล็อปป์ นายใหญ่ผู้เชื่อมั่นในปรัชญาการทำทีมของตัวเองอย่างสุดพลัง ซึ่งยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อทำให้ปีนี้เป็นปีที่ หงส์แดง ผงาดคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรให้ได้


อนาคตของ คูตี้ อาจจะยังอยู่ในคำถาม แต่อนาคตของ ลิเวอร์พูล กำลังจะมีคำตอบในอีก 4-5 เดือนข้างหน้านี้


สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น ! * ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใด ๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด