พลาดเพียงพอ (ตอนจบ) คอลัมน์ เด็ก อม มือ โดย SuperAey


ว่ากันด้วยเรื่องของความผิดพลาดในโลกของฟุตบอล เอาจริง ๆ ก็จำแนกออกไปได้หลายประเภทเหมือนกันนะ ถ้าจะให้ สาธยายก็คงยาวเหยียดเป็นหางว่าวจุฬาแน่นอน


ตอนที่แล้วในคอลัมน์ พลาดเพียงพอ เราพูดถึงฤดูกาลที่เราเข้าใกล้แชมป์ พรีเมียร์ลีก มากที่สุด นั่นก็คือฤดูกาล 2008/09 และ ฤดูกาล 2013/14 ยังคงยืนยันคำเดิมครับว่าไม่เสียใจแค่รู้สึกเสียดายก็แค่นั้น


ย้อนกลับไปฤดูกาล 2008/09 ยุคสมัยของ ราฟาเอล เบนิเตซ ภายหลังจากที่เปิดตัวพาทีมคว้าทั้งแชมป์ยุโรป และ เอฟเอ คัพ ในช่วง 2 ฤดูกาลแรก ราฟา ก็ค่อย ๆ ปรับจูนทีมจนมาถึงจุดที่ผงาดขึ้นลุ้นแชมป์ลีกแบบเต็ม ๆ ในฤดูกาล 2008/09


ขุมกำลัง หงส์แดง ถูกเคี่ยวมาจนกลมกล่อมสุด ๆ ด้วยนักเตะที่ฟอร์มกำลังขึ้นหม้ออย่าง สตีเวน เจอร์ราร์ด, แฟร์นันโด ตอร์เรส, ชาบี อลอนโซ, ฆาเบียร์ มาสเชราโน, ยอสซี เบนายูน, ซามี ฮูเปีย, ไรอัน บาเบล และ เปเป้ เรนา โดยเฉพาะ เจอร์ราร์ด ที่สังหารไปถึง 24 ประตู

ทีมออกสตาร์ทด้วยการชนะถึง 8 จาก 10 เกมแรก และยึดตำแหน่งจ่าฝูงได้จนถึงครึ่งฤดูกาล แต่ทว่าครึ่งซีซั่นหลังกลับมีช่วงหนึ่งที่ฟอร์มหลุด เสมอ 3 เกมซ้อน เปิดโอกาสให้ ​แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก้าวขึ้นมาท้าชิง ประกอบกับ ​คริสเตียโน โรนัลโด้ ที่ฟื้นจากอาการบาดเจ็บกลับมายิงเอา ๆ พ่วงด้วยเด็กโนเนมอย่าง เฟเดริโก้ มาเคด้า ที่โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย หวด 2 ประตูสำคัญในช่วง 2 เกมโค้งสุดท้าย พาทัพ ปีศาจแดง ปาดหน้าคว้าแชมป์ด้วยการมีแต้มเหนือกว่า หงส์แดง แค่ 4 คะแนน โดยถึงแม้ ​ลิเวอร์พูล จะกวาดชัยชนะบ้าคลั่งได้ถึง 10 จาก 11 เกมสุดท้าย แต่มันก็ไม่เพียงพอส่งให้พวกเขาเอื้อมไปหยิบถ้วย พรีเมียร์ลีก ได้

มาถึงยุคสมัยของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ฤดูกาล 2013/14 ในการคุมทัพ หงส์แดง เป็นซีซั่นสอง ที่เจ้าตัวปรุงแต่งพลังเกมรุกของทีมจนยิงกระฉูดหยุดไม่อยู่ โดยกระซวกไปถึง 101 ประตู จากทั้งฤดูกาล สูงสุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์ของ พรีเมียร์ลีก แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังไปไม่ถึงตำแหน่งแชมป์

บีร็อด พาทีมออกสตาร์ทได้อย่างสวยงาม และคว้ารางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือนได้เรื่อย ๆ โดยมีช่วงหนึ่งที่เจ้าตัวพาทีมเก็บชัยชนะรัว ๆ ถึง 11 เกมซ้อน นำโดยคู่หู SAS หลุยส์ ซัวเรซ และ แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ พ่วงด้วย สตีเว่น เจอร์ราร์ด,  ​ฟิลิปเป้ คูตินโญ, ราฮีม สเตอร์ลิง, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, มาร์ติน สเคอร์เทล และ จอห์น ฟลานาแกน ที่ช่วงนั้นถูกขนานนามว่า นิวคาฟู


ลิเวอร์พูล ขึ้นแท่นเป็นผู้นำได้ในช่วงเวลาสำคัญของครึ่งซีซั่นหลัง โดยทำแต้มทิ้งอันดับ 2 อยู่ 5 แต้ม แถมยังเหลือการแข่งขันอีกเพียงแค่ 3 นัด แต่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อก็เกิดขึ้นในเกมที่พวกเขาเปิดบ้านพบ ​เชลซี ด้วยฟอร์มที่เหนือกว่าทุกรูขุมขุน แต่สุดท้ายแล้วภาพจำที่ สตีเวน เจอร์ราร์ด ลื่นล้มให้ เดมบา บา ฉกบอลเข้าไปยิงประตูขึ้นนำแบบช็อคทั้งสนาม และสุดท้ายก็แพ้ไป 0-2 แหกโค้งให้ แมนฯ ซิตี้ ปาดหน้าเค้กไปด้วยคะแนนแค่ 2 แต้มแบบช้ำชอกกันทั้งลุ่มแม่น้ำเมอร์ซี่ไซต์

ดีมากแล้วแต่ดันเจอทีมที่ดีกว่า บุญมีแต่กรรมบังแท้ ๆ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ลิเวอร์พูล ในซีซั่นนี้ จะไม่โชคดีเหมือน บาเลนเซีย ของ ราฟา ชุดแชมป์ ลาลีกา ที่เคยทำแต้มไปแค่ 75 คะแนนทั้งฤดูกาล หรือ สตุ๊ดการ์ท ของ อาร์มิน เฟห์ ที่ชูถาดแชมป์จากการมีเพียง 70 แต้ม


ด้วยมาตรฐานที่สูงลิบลิ่วของ ​พรีเมียร์ลีก ณ เวลานี้ ลิเวอร์พูล ของ เยอร์เก้น คล็อปป์ จำเป็นที่จะต้องสร้างผลงานระดับ 'ปรากฏการณ์'


สิ่งหนึ่งที่เห็นเลยคือ ณ เวลานี้ หงส์แดง ของ เยอร์เก้น คล็อปป์ แสดงให้เห็นว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนของทีมที่เป็นแชมป์ พวกเขามีทั้งฝีมือและโหงวเฮ้งความที่พาเฮงได้เรื่อย ๆ


ทั้งชนะในเกมที่เล่นดี ชนะในเกมที่เล่นไม่ดี หลุดเสมอแค่การเจอทีมใหญ่ และมีเทพีแห่งโชคยืนเคียงข้างเสมอในสถานการณ์ระยำที่เหมือนจะพาพวกเขาร่วงตกไปสู่ก้นเหว


โชคชะตาฟ้าลิขิตที่สั่งให้ ริยาด มาห์เรซ ยิงจุดโทษในช่วงวินาทีสุดท้ายเหินไกลไปถึงดวงจันทร์ พิคฟอร์ด ที่อยู่ดี ๆ ก็ไปปัดลูกวอลเลย์มั่ว ๆ ซึ่งกำลังจะหลุดไปหลังประตูของ ฟาน ไดค์ กลับมาให้ โอริกี้ โหม่งลูกที่ง่ายที่สุดในชีวิตในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 90+5


นั่นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมินับรวมถึงลูกยิงไกลเว่อร์วังของ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ท้ายเกมที่พบกับ เชลซี และ ซน เฮือง-มิน ที่ถูกเตะกลิ้งในกรอบเขตโทษช่วงท้ายเกม แต่ต้องเจ็บฟรีเพราะผู้ตัดสินทะลึ่งไม่เห็น


มันยังมีวาระที่ ลิเวอร์พูล ได้ประโยชน์จากการตัดสินมากมาย ลูกยิงบางลูกเหมือนจะก้ำกึ่งล้ำหน้านิดหน่อย แต่ก็ได้ประตู สวนทางกับในบางครั้งที่หมื่นเหม่จะเสียประตูสุด ๆ ทว่าผู้กำกับเส้นก็ดันตาดีเว่อร์ ตีธงล้ำหน้าใส่คู่แข่งขึ้นมาด้วยความแม่นยำโคตร ๆ ซะงั้น


แต่จะว่าไปเทพีโชคดีก็เริ่มไปยืนข้าง แมนฯ ซิตี้ แล้วเหมือนกันนะ เพียงเสี้ยวเดียวของลูกบอลที่อยู่บนเส้นทำให้เราพลาดได้ประตู จังหวะเข้าบอลหนักหน่วงของ ก็อมปานี ไร้ซึ่งใบแดง เอ้า !!! มันยังไงกันละเนี่ย ...


แต่ก็อย่างว่า... เหนือฟ้ายังมีฟ้า ตัวแปรที่ว่านี้ก็คือ 'จังหวะเวลา' ซึ่งทำร้ายพวกเขาอย่างบัดซบด้วยการประทานคู่แข่งที่สมบูรณ์แบบอย่าง เรือใบ ​แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เข้ามาเป็นมารผจญ ...


หวังว่า หงส์แดง ของเราจะกะพือปีกบินไปได้ไกลต่อเนื่อง เรื่องทำใจก็ทำไว้ส่วนหนึ่ง แต่บอกตรง ๆ ผมไม่เคยหมดกำลังใจ


หากสุดท้ายแล้วมันจะไม่สำเร็จจริง ๆ นี่ก็จะเป็นขุมกำลัง หงส์แดง อีก 1 ชุด ที่จะถูกจดจำบนพื้นที่ส่วนน้อยของรอยหยักสมองในฐานะทีมที่โอเคมาก ๆ แล้ว แต่ก็ยังไม่ดีพอสำหรับการเป็นแชมป์อยู่ดี ...


#SuperAey