รถบัส vs ติ๊กต๊อก

กลายเป็นที่ถกเถียงเป็นวงกว้างสำหรับแนวทางการเล่นของ ทีมชาติไทย ในศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2018 ภายใต้การคุมทีมของ มิโลวาน ราเยวัช ที่ให้ความสำคัญเกมรับอันเหนียวแน่นมาก่อนการเปิดหน้าแลกกับคู่แข่งเหมือนอย่างที่เราเคยเห็นในช่วงก่อนหน้านี้


รูปแบบการเล่นที่เน้นการต่อบอลสั้น เคลื่อนที่รุกคืบเข้าหาแนวรับของคู่ต่อสู้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งการโจมตีด้วยความสามารถเฉพาะตัวเคยเป็นเครื่องหมายการค้าของ ทีมชาติไทย อยู่พักใหญ่จากการหักด่านผ่านคว้าอันดับที่ 4 ใน เอเชียนเกมส์ 2014 และการเถลิงบัลลังก์แชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2 สมัยล่าสุด 


2 เมื่อจุดแข็งกลายเป็นจุดอ่อน

“ไทยเราเสียการครองบอลมากถึง 154 ครั้ง ซึ่งถือว่ามากผิดปกติ และส่วนใหญ่เป็นการเสียบอลในแดนกลาง เรามีการเล่นสวิทชิ่งแค่ครั้งเดียวในครึ่งหลัง จังหวะพลิกบอลไม่มีเลย ตัวริมเส้นของเราต้องแข็งแกร่งและมีความเร็วในการสวนกลับมากกว่านี้ ส่วนที่น่าชื่นชมก็คือเกมรับเราเล่นเป็นทีมมากขึ้น แต่ยังสกัดด้วยการเตะทิ้งมากเกินไป”

วิทยา เลาหกุล กับความคิดเห็นหลัง ทีมชาติไทย เสมอกับ อิรัก 2-2 ในรายการ ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกรอบแรก


จุดเด่นที่เราเคยใช้ข่มทีมใน อาเซียน กลายมาเป็นจุดอ่อน ที่ทำให้ทัพ ช้างศึก ชุดก่อนหน้านี้ไม่สามารถก้าวขึ้นไปต่อกรกับยักษ์ใหญ่ระดับ เอเชีย ที่เหนือกว่าทุกกระบวนท่าได้


"ผมเกลียด ติกิ-ตากา มันหมายคือการผ่านบอลเพื่อการผ่านบอลโดยไร้จุดมุ่งหมายใดๆ และมันเป็นการไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง อย่าไปสนใจสิ่งที่ผู้คนพูดถึงมัน บาร์ซา ไม่ได้เล่น ติกิ-ตากา หรอกนะ! มันเป็นสิ่งที่คนเรียกกันไปเอง ไม่ต้องไปหลงเชื่ออะไรมันทั้งนั้น! ในการแข่งขันกีฬาแบบทีมทุกประเภท ความลับของมันคือการโอเวอร์โหลดด้านหนึ่งของสนามเพื่อล่อให้คู่ต่อสู้ขยับแกนรับมาป้องกันเพื่อที่พวกเขาจะปล่อยพื้นที่อีกด้านหนึ่งให้ว่างเราจึงฉวยโอกาสทำประตู"

​เป๊บ กวาร์ดิโอลา
Pep Confidential: The Inside Story of Pep Guardiola's First Season at Bayern Munich


สรุปอีกทางหนึ่งคือการพยายามเล่นต่อบอลสั้นนั้นเปล่าประโยชน์โดยสิ้นเชิงเมื่อไม่มีการสวิทชิ่งเพื่อเปลี่ยนแกนอันเป็นประเด็นที่่ ทีมชาติไทย ยุคก่อนหน้านี้เคยถูก โค้ชเฮง จี้จุดอ่อนเอาไว้


3 ความสำคัญของการสวิทชิ่ง

ฟุตบอลของ มิโลวาน ราเยวัช แสดงให้เห็นว่าข้อด้อยของ ทีมชาติไทย ถูกตัดออกไปเปลาะหนึ่ง โค้ชชาว เซอร์เบีย รู้ดีว่าการเปลี่ยนแกนหลังโอเวอร์โหลดคู่แข่งนั้นมีประสิทธิภาพแค่ไหนโดยเริ่มต้นตั้งแต่การดักไม่ให้คู่แข่งไม่ให้ทำได้ง่ายนักเมื่อทีมตกเป็นฝ่ายตั้งรับ

Thailand vs Singapore

ตัวอย่างจากภาพในนาทีที่ 32 ของเกมเมื่อมิดฟิลด์ของ สิงคโปร์ ที่เป็นตัวหลักในการสวิทชิ่งเปลี่ยนแกนถูก สรรวัชญ์ เดชมิตร วิ่งเข้าบีบพื้นที่ตั้งแต่ก่อนกองหลังทีมเยือนจะส่งบอล ขณะที่ อดิศักดิ์ ไกรษร จัดระเบียบร่างกายพร้อมที่จะเข้าเพรสซิงเช่นกัน

Thailand vs Singapore

อย่างไรก็ตาม แม้จะทำได้ตามคำสั่งของ ราเยวัช ได้ดีในระดับหนึ่งแต่ ทัพช้างศึก ยังคงไม่ละเอียด 100 เปอร์เซ็นต์จากจังหวะต่อเนื่องที่  ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ยืนห่างจากกองกลางคู่ของตนเองมากเกินไปจนทำให้กองหลัง เมอร์ไลอ้อนส์ ไม่ลังเลที่จะจ่ายบอลให้คู่ของเจ้านิว ซึ่งทำให้มิดฟิลด์ในเส้นวงกลมคู่ของ สรรวัชญ์ มีพื้นที่สามารผ่านบอลทแยงมุมเพื่อโจมตีริมเส้นได้


ขณะทื่ในเกมรุก ฐิติพันธ์ และ สรรวัชญ์ กลายเป็นคีย์แมนในการขึ้นเกมรุกทั้งการเปลี่ยนแกนรวมทั้งผ่านบอลทแยงมุมจากแนวลึกเพื่อโจมตีคู่ต่อสู้ โดยที่พวกเขายังไม่ลังเลที่จะผ่านบอลคืนหลังเพื่อให้เซ็นเตอร์แบ็คผ่านบอลสั้นไปยังอีกฝั่งเมื่อกองกลางไม่สามารถสวิทช์ด้วยตนเองได้


เมื่อรวมความแม่นยำในการผ่านบอลเข้ากับการเปลี่ยนจังหวะจากรับเป็นรุกอย่างรวดเร็วรวมทั้งทีเด็ดในแดนหน้าทั้งจาก อดิศักดิ์ ไกรษร กับ ศุภชัย ใจเด็ด และการยืนตำแหน่งโซนรับที่เหนียวแน่นจึงทำให้ ช้างศึก เชือกนี้ยังคงอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์อย่างที่แฟนบอลคาดหวัง

Thailand vs Singapore

ตั้งรับโดยแผงหลัง 4 คนในกรอบเขตโทษ ปีกทั้งสองข้างถอยลงมาปิดทางจ่ายบอลออกกราบและสองมิดฟิลด์ยืนจังก้าอยู่หน้าหัวกระโหลก


4 ไม่สวยงามแต่หวังผลได้

Thailand vs Singapore

​รูปแบบการโจมตีของ ไทย ชุดนี้ที่เห็นได้บ่อยครั้งเป็นการเคาะบอลในแดนหลังเพื่อหาจังหวะเปลี่ยนแกน หรือสวนกลับเร็วด้วยการใช้บอลแทยงมุมจากแนวลึกอย่างที่เห็นในภาพ ซึ่งเมื่อคุณภาพแดนหน้าของเราเหนือกว่าคู่แข่งทำให้ไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่เราได้เห็นสกอร์ที่ถล่มทลายแม้ว่าทีมจะไม่ได้เน้นเกมรุกก็ตาม


จากภาพด้านบน บอลของ สรรวัชญ์ ถูกผ่านทแยงมุมให้กับ อดิศักดิ์ ฝั่งขวา นอกจากนี้ยังมี ศุภชัย ที่หุบเข้าไปเล่นด้านในรวมทั้ง ฐิติพันธ์ ที่เติมขึ้นไปสนับสนุน กลายเป็นสถานการณ์ 3 ต่อ 3 ที่แนวรับของ สิงคโปร์


5 เส้นทางสู่การป้องกันแชมป์ เอเอฟเอฟ และความหวังในการต่อกรกับยักษ์ใหญ่ เอเชีย

จากเดิมที่เราเคยใช้ความสามารถเฉพาะตัวในการดวลหนึ่งต่อหนึ่งกับคู่แข่งที่มันไร้ผลเมื่อเจอกับคู่ต่อกรที่เหนือกว่า ปรับจูนมันด้วยการเล่นน้อยจังหวะเพื่อสร้างสถานการณ์ที่ได้เปรียบในแนวรุก ตัดทอนการผ่านบอลอย่างไร้จุดหมาย รวมกับวินัยในเกมรับตามสไตล์ของ ราเยวัช ทำให้ ช้างศึก เชือกนี้เคี่ยวกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดทั้งเกมรับและเกมรุก


ขณะที่การดวลกับยักษ์ใหญ่ของ เอเชีย ในทัวร์นาเมนต์ เอเชียนคัพ ที่รออยู่ในเดือนมกราคมดูจะมีความหวังมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ที่โดยธรรมชาติของการเจอคู่แข่งที่เหนือกว่า ทีมที่ด้อยกว่าไม่สามารถครองบอลหาโอกาสได้เทียบเท่าอยู่แล้ว การพยายามใช้มันเพื่อการโจมตีอย่างมีรูปแบบและจุดมุ่งหมายแบบนี้จึงทำให้ ทีมชาติไทย ความหวังที่จะก้าวข้าม อาเซียน เพื่อกลายเป็นหนึ่งในทีมระดับท็อปของ เอเชีย อาจอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม


สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น ! * ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใด ๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฎหมายที่ระบุไว้สูงสุด