เก็บตกหลังเกม ! 5 เรื่องต้องรู้ หลัง อาร์เซนอล เปิดบ้านอัด เลสเตอร์ 3-1



อาร์เซนอล เก็บชัยชนะนัดที่ 10 ติดต่อกันเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี หลังได้ 3 ประตูจาก เมซุต เออซิล กับ 2 ลูกของ โอบาเมย็อง ช่วยให้พวกเขาพลิกกลับมาชนะ เลสเตอร์ 3-1 แถมขยับขึ้นไปอยู่อันดับที่ 4 ในตอนนี้ มี 21 คะแนนเท่า เชลซี และ สเปอร์ส ด้าน เลสเตอร์ พลาดท่าแพ้ 2 นัดรวด ชวดโอกาสที่จะทำแต้มแซง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไป 


ไปดูกันว่ามีประเด็นอะไรน่าสใจเกิดขึ้นในเกมระหว่าง อาร์เซนอล กับ เลสเตอร์ ซิตี้ กันบ้าง

5. กองหลังยังมีปัญหา


แม้ว่า อาร์เซนอล จะเก็บ 3 แต้มเต็มได้อีกครั้ง แต่พวกเขายังมีจุดที่น่าเป็นห่วง เมื่อแนวรับของพวกเขาออกอาการเป๋ให้เห็นกันอีกแล้ว


ร็อบ โฮลดิ้ง กลายเป็นจุดบอดของทีมในครึ่งแรก เมื่อเขาไม่สามารถจัดการกับความเร็วของ เคเลชี อิเฮียนาโช ได้เลย แถมมีจังหวะแฮนด์บอลในเขตโทษอีกด้วย ซึ่งเขารอดตัวไปอย่างหวุดหวิด


ชโคดราน มุสตาฟี เป็นคนที่ดูดีที่สุดในแผงแบ็คโฟร์ของเกมนี้ แต่เขามักจะมีปัญหาเรื่องการตัดสินใจในบางจังหวะ และเขามักจะออกตัวช้า ซึ่งเป็นข้อเสียข้อใหญ่ยามต้องเจอกับกองหน้าความเร็วสูงอย่าง เจมี วาร์ดี้ หรือ เคเลชี อิเฮียนาโช


เอคตอร์ เบเยริน ยังคงมีปัญหาเรื่องเดิม ๆ อย่างการยืนตำแหน่งในเกมรับ และต่อให้เขาไม่ได้เป็นผู้ทำเข้าประตูตัวเอง แต่การไม่สามารถป้องกัย เบ็น ชิลเวลล์ ได้ มันก็มากพอแล้วที่จะบอกว่า เบเยริน นั้นไม่ใช่กองหลังที่ดีเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม เบเยริน แก้ตัวได้อย่างเยี่ยมยอดด้วยการเติมขึ้นไปทำ 2 แอสซิสต์ในเกมนี้ และช่วยให้ทีมคว้า 3 แต้มในที่สุด


สเตฟาน ลิชท์ชไตเนอร์ เป็นคนที่น่าจะดูมีปัญหาน้อยสุดในตอนแรก แต่กลายเป็นว่าอดีตแข้ง ยูเวนตุส กลับสร้างปัญหาให้ทีมพอสมควร โดยเฉพาะการจ่ายบอลเสียบ่อย ๆ และเป็นต้นเหตุให้ เลสเตอร์ มักได้โอกาสเล่นเกมสวนกลับ


อูไน เอเมรี ยังต้องหาจุดลงตัของเกมรับให้ได้ ซึ่งน่าสนใจว่าหลังจากที่เขาได้ โซคราติส, มาฟโรปานอส และ กอสเซียลนี กลับมา เขาจะจัดการกับแผงกองหลังอย่างไรดี

4. แมดดิสัน และ ชิลเวลล์ ฉายแวว


นับเป็นเรื่องดีสำหรับทีมชาติ อังกฤษ ที่เดี๋ยวนี้เริ่มมีดาวรุ่งแจ้งเกิดมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้กระทั่งกับทีมอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ พวกเขาก็มี เจมส์ แมดดิสัน กับ เบ็น ชิเวลล์ นี่แหละที่ไปวัดไปวากับเขาได้ หลังเคยส่งออก เจมี วาร์ดี้, แดนนี ดริงก์วอเตอร์ และ แฮร์รี แม็กไกวร์ มาแล้ว


แมดดิสัน เอาชนะเกมตรงกลางในครึ่งแรกของเจ้าบ้านได้สบาย ๆ เขามีความคล่องตัวสูงยามไปกับบอล และมักจะเรียกฟาวล์จาก กรานิท ชาก้า ที่เข้าสกัดแบบไม่ดูตาม้าตาเรือเท่าไหร่ 


ส่วน ชิลเวลล์ แม้ว่าจะมีสปีดที่ไม่ได้เร็วอย่าง เบเยริน และในครึ่งหลังเขาก็โดนฉีกกระชากจนแนวรับ เลสเตอร์ พังเละเทะ แต่อย่างน้อยเขาก็ฉายแววให้เห็นถึงการพาตัวเองเขาไปอยู่ในจุดที่ช่วยให้ทีมได้เปรียบ อย่างเช่นการเติมขึ้นไปเอาบอลในจังหวะที่ทีมได้ประตู แถมการแตะหนี เบเยริน ในตอนนั้นยังทำได้ยอดเยี่ยมอีกด้วย

3. โอบาเมย็อง เจิดจรัสอีกครั้ง แม้ว่าจะเป็นแค่ตัวสำรอง


มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ไม่สามารถสร้างสรรค์เกมอย่างที่เขาเคยทำสมัยอยู่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จนทำให้เกมรุกของ อาร์เซนอล พลอยกร่อยลงไปด้วย แต่จากผลงานในเกมกับ ฟูแลม และกับ เลสเตอร์ ซิตี้ เขาทำให้เราเห็นแล้วว่าการมีสัญชาตญาณของนักล่าประตูมันเป็นอย่างไร


ในเกมนี้เขาเพิ่งถูกส่งลงมาแทน เฮนริค มคิทาร์ยาน ในนาทีที่ 61 และเพียงแค่ 2 นาทีเท่านั้น โอบาเมย็อง ก็ทำประตูแรกทันทีด้วยการเข้าไปแท็ปอินการจ่ายของ เอคตอร์ เบเยริน ในเขตโทษ เท่านั้นไม่พอ โอบาเมย็อง ยิงประตูที่ 2 ของตัวเองได้ทันทีในอีก 3 นาทีต่อจากนั้น 


ปัจจุบัน โอบาเมย็อง ยิงไปแล้ว 6 ลูก ให้ อาร์เซนอล ใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ และขยับขึ้นมาเป็นรองดาวซัลโวของลีกทันที โดยมีเพียง เอเด็น อาซาร์ เท่านั้นที่ทำได้มากกว่า นอกจากนี้ เขายังมีส่วนร่วมกับประตูของ อาร์เซนอล 21 ประตูจาก 22 เกมอีกด้วย เรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเลย

2. เออซิล เป็นนักเตะชาวเยอรมันที่ยิงมากที่สุดใน พรีเมียร์ลีก


ประตูตีเสมอของ เมซุต เออซิล ในนาทีที่ 44 ทำให้จอมทัพหมายเลข 10 กลายเป็นนักเตะชาวเยอรมันที่ยิงประตูใน พรีเมียร์ลีก ได้มากที่สุดไปแล้วเรียบร้อย


ประตูดังกล่าวเกิดจากจังหวะที่ อาร์เซนอล กำลังตั้งเกมสวนกลับ กรานิท ชาก้า จ่ายบอลมาให้ เออซิล บริเวณกลางสนาม ก่อนที่ เออซิล จะพาบอลลุยกินแดน เลสเตอร์ มาเรื่อย ๆ จากนั้นฝากบอลไปที่ เบเยริน ที่เติมมาทางด้านข้าง ก่อนที่ เบเยริน จะตบบอลเข้ากลางกรอบเขตโทษให้ เออซิล วิ่งตามมาแปบอลเสียบเสาแบบพอดิบพอดี


ประตูดังกล่าวทำให้ เออซิล เป็นนักเตะเยอรมันคนแรกที่ยิงได้ถึง 30 ประตู แซงหน้าเจ้าของสถิติเก่าร่วมอย่าง เยอร์เก้น คลินส์มันน์ และ อูเว รอสเลอร์ ที่ 29 ประตูไปเรียบร้อย


เออซิล ย้ายมาอยู่กับ อาร์เซนอล ตั้งแต่ฤดูกาล 2013/14 และฤดูกาลนี้ก็เป็นฤดูกาลที่ 5 ของเขาเข้าไปแล้ว  โดยเออซิล ทำประตูแรกใน พรีเมียร์ลีก ได้ในเกมกับ นอริช ซิตี้ เมื่อเดือนตุลาคมปี 2013 ซึ่งในเกมนั้นเขาทำได้ 2 ประตูด้วย 

1. เลโน ดูดี แต่ก็ยังต้องปรับปรุง


แบรนด์ เลโน น่าจะทำให้ ปีเตอร์ เช็ค ต้องปาดเหงื่อเลยทีเดียว เมื่อเขางัดเซฟสำคัญออกมาช่วยทีมได้ในช่วงต้นครึ่งแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเซฟลูกโหม่งของ แฮร์รี แม็กไกวร์ ระยะจ่อ ๆ ซึ่งเมื่อรวมกับเทคนิคการออกบอลด้วยเท้าและการมีสมาธิยามโดนคู่แข่งไล่บี้แล้ว เลโน นั้นกินขาดเลยทีเดียว


อย่างไรก็ตาม ใช่ว่านายทวารชาวเยอรมันจะไม่มีข้อผิดพลาดเลย เพราะในช่วงต้นครึ่งหลัง เลโน ตัดสินใจออกมาคว้าบอลที่เปิดจากลูกเตะมุม แต่กลายเป็นว่า เลโน คว้าอากาศเปล่า ๆ ไป และทำให้ทีมสุ่มเสี่ยงต่อการเสียประตูในช่วงเสี้ยววินาที ก่อนที่ลูกโหม่งของ เอ็นดิดี้ จะชนคานกระดอนออกไปอย่างหวุดหวิด


หาก แบรนด์ เลโน หวังที่จะเป็นมือ 1 ยาว ๆ ใน พรีเมียร์ลีก เขาต้องกำจัดการตัดสินใจแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ออกไปให้ได้ เพราะเขาน่าจะพอทราบมาบ้างแล้วว่าการคิดช้าไปเสี้ยววินาทีใน พรีเมียร์ลีก นั้นเป็นอย่างไร