LONDON, ENGLAND - SEPTEMBER 29:  Eden Hazard of Chelsea vies for possession with Mohamed Salah of Liverpool during the Premier League match between Chelsea FC and Liverpool FC at Stamford Bridge on September 29, 2018 in London, United Kingdom. (Photo by Craig Mercer/MB Media/Getty Images)

เก็บตกหลังเกม ! 5 ประเด็นที่เราเรียนรู้หลัง สิงห์บลู เจ๊า หงส์แดง สุดมันส์ 1-1



พรีเมียร์ลีก 2018/19 นัดที่ 7

เชลซี 1-1 ลิเวอร์พูล

คืนวันเสาร์ที่ 29 กันยายน 2561

สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์



5. โจ๊คเกอร์บนม้านั่งสำรองของ ลิเวอร์พูล


กลายเป็นทีเด็ดให้กับ หงส์แดง เมื่อ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ลุกจากม้านั่งสำรองลงมาซัดประตูสุดสวยตีเสมอให้กับทีมได้ในช่วงท้ายเกม ยืดสถิติไร้พ่ายใน พรีเมียร์ลีก 2017/18 เป็นนัดที่ 7 ติดต่อกัน


เป็นอีกเกมที่แสดงให้เห็นว่าพลพรรค เดอะเร้ดส์ มีขุมกำลังทั้งตัวจริงและตัวสำรองที่แข็งแกร่งมากพอที่จะก้าวไปถึงฝั่งฝันในฤดูกาลนี้หลังจากต้องผิดหวังต่อเนื่องมานานหลายปี สเตอร์ริดจ์ โชว์ศักยภาพให้เห็นในยามที่ทีมชุดตัวจริงไม่อาจทำอันตรายคู่แข่งได้ ขณะที่ เซอร์ดาน ชากิรี ก็ลงมาได้โอกาสจ่อๆ  รวมทั้งลูกยิงฟรีคิกที่เกือบเป็นประตู

4. กองหน้าของ เชลซี ยังไม่ลงตัว


เป็นอีกเกมที่ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ และ อัลบาโร โมราต้า สลับกันลงเป็นตัวจริง-ถูกเปลี่ยนตัวแทนที่ซึ่งกันและกันหลังจากที่ ชิรูด์ ยึดตำแหน่งตัวจริงได้เมื่อเขาทำได้ดีในเกม พรีเมียร์ลีก นัดก่อนหน้านี้


กองหน้าแชมป์โลก ยังคงไม่สามารถเบิกสกอร์แรกในลีกฤดูกาลนี้ได้ แม้จะดูเข้าขาในการประสานงานกับ เอเด็น อาซาร์ มากกว่า โมราต้า ก็ตาม ขณะที่ดาวยิงชาว สเปน ที่ถูกส่งลงสนามก็ดูจะไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันหลังจากผ่าน 1 ฤดูกาลใน อังกฤษ มาแล้ว


3. ดาบสองคมของ อาซาร์ ที่ท็อปฟอร์ม


ต่อเนื่องจากประเด็นในข้อก่อนหน้า ดาวเตะชาว เบลเยียม แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครสามารถหยุดเขาอยู่ในวันที่เจ้าตัวเข้าฝัก ทั้งความเร็วในระดับที่ยากจะตามทัน การไปกับบอลอย่างยอดเยี่ยม และเซนส์ในการหาพื้นที่ว่างทำให้เจ้าตัวมีชื่อบนสกอร์บอร์ด 1 ครั้งในเกมนี้และน่าจะทำได้มากกว่านั้นหากไม่มี อลิสซอน เบ็คแกร์ ยืนเฝ้าเสาให้กับทีมเยือน


อย่างไรก็ตาม สิงห์บลู ที่ยังไม่สามารถเค้นเอาฟอร์มของกองหน้าทั้ง ชิรูด์ และ โมราต้า ออกมาได้ทำให้พวกเขาต้องหวังพึ่งคีย์แมนรายนี้เพียงคนเดียวในการทำประตู ซึ่งกับการแข่งขันที่กินเวลานานและดุเดือดอย่างนี้พวกเขาต้องภาวนาให้ อาซาร์ ไม่บาดเจ็บหรือหลุดฟอร์มเลยหากหวังที่จะไปให้ถึงฝั่งฝัน

2. ซาลาห์ ยังไม่เปรี้ยงเหมือนซีซันก่อน


กลายเป้นนักเตะระดับปรากฎการณ์เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาท่ามกลางความคาดหวังว่าสตาร์ทีมชาติ อียิปต์ จะยังคงสานต่อฟอร์มการเล่นดังกล่าวได้ในปีนี้ ทว่าจนถึงนัดที่ 7 ของ พรีเมียร์ลีก เจ้าตัวก็ยังไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งอย่างปีก่อนออกมาได้เลย


ความยอดเยี่ยมในปีก่อนนั้นน่าอัศจรรย์และเป็นเรื่องยากที่จะทำได้ ซึ่งการรักษาฟอร์มดังกล่าวให้ต่อเนื่องนั้นยิ่งยากกว่า


เจ้าตัวไม่ได้เลวร้ายนักในเกมกับ เชลซี และเกือบที่จะมีชื่อทำประตูจากโอกาสทองถึง 2 ครั้งทว่าวันนี้ไม่ใช่วันของเขา 

1. การลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ขับเคี่ยวกันอย่างถึงพริกถึงขิง


ผลเสมอจากเกมนี้ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เอาชนะ ไบรท์ตัน 2-0 ฉวยโอกาสแซง ลิเวอร์พูล ขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งจ่าฝูงจากคะแนนเท่ากันที่ 19 แต้ม แต่มีผลต่างประตูได้เสียดีกว่า (+19 และ +12) ขณะที่ เชลซี หล่นมาอยู่ในอันดับ 3 ที่ 17 คะแนน โดยมี สเปอร์ส และ อาร์เซนอล ตามติดที่ 15 แต้มเท่ากัน


แม้จะเพิ่งพ้นการแข่งขันไปเพียง 7 นัดแต่ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ขับเคี่ยวกันอย่างสูสีตั้งแต่เปิดหัวซีซัน บี้กันสนุกนัดต่อนัด และการตัดสินแชมป์มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจวัดกันที่การพบกันเองระหว่างบิ๊กทีม


ถึงเวลาดวลกันเองตอนนั้นระหว่างทีมลุ้นแชมป์ล่ะก็ ห้ามกะพริบตากันเลยทีเดียว


สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น ! * ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใด หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฎหมายที่ระบุไว้สูงสุด