Atletico Madrid's French forward Antoine Griezmann holds up the trophy as he celebrates with teammates after winning the UEFA Super Cup football match Atletico de Madrid vs Real Madrid CF at the Lillekula Stadium in Tallinn, Estonia, on August 15, 2018. (Photo by Janek SKARZYNSKI / AFP)        (Photo credit should read JANEK SKARZYNSKI/AFP/Getty Images)

เก็บตกหลังเกม ! 5 เรื่องต้องรู้ ตราหมีเชือดราชัน คว้าถ้วย ยูฟา ซูเปอร์คัพ



ยูฟา ซูเปอร์คัพ 2018  กลายเป็นของแชมป์ยุโรปถ้วยเล็กอย่าง แอตเลติโก มาดริด เมื่อพวกเขาสามารถตีเสมอท้ายเกมในเวลาปกติ ก่อนที่จะไปเอาชนะ เรอัล มาดริด ในช่วงต่อเวลาพิเศษด้วยสกอร์ 4-2 เรียกขวัญกำลังใจก่อนเปิด ลาลีก้า ฤดูกาลใหม่ได้เป็นอย่างดี


ไปดูกันว่าในเกมที่ยิงกันไป 6 ประตูนี้ มีเรื่องน่าสนใจอะไรเกิดขึ้นบ้าง

5. ประตูที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ยูฟา ซูเปอร์คัพ


ซูเปอร์คัพ เป็นการชิงชัยระหว่างยิดทีมของยุโรปทั้งถ้วยเล็กและถ้วยใหญ่ และเนื่องจาก 1 ปีมีหน ทำให้การทำลายสถิติซักอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ คอสต้า ก็ทำสำเร็จในเกมคืนที่ผ่านมา


คอสต้า ส่ง แอตเลติโก มาดริด ขึ้นนำในวืนาทีที่ 51 จากจังหวะเปิดบอลยาวของ ดิเอโก้ โกดิน จากหน้าเขตโทษของตัวเอง คอสต้า ขึ้นโหม่งได้ก่อน รามอส ก่อนพลิกหนีกัปตันทีม เรอัล มาดริด ดื้อ ๆ จากนั้นโขกชลต่ออีก 1 จังหวะเพื่อหนีการประกบของ วาราน ก่อนที่จะซัดมุมแคบผ่าน นาบาส ที่ออกมาปิดมุมอย่างเหนือชั้น

4. จอมตุกติกปะทะจอมตุกติก


ถ้า เซร์คิโอ รามอส ได้ชื่อว่าเป็นกองหลังที่ชอบเล่นตุกติกที่สุดในยุโรปตอนนี้ ดิเอโก้ คอสต้า ก็คงเป็นผู้ท้าชิงในตำแหน่งกองหน้าที่ตุกติกที่สุดเหมือนกัน


ทั้งคู่ปะทะกันตั้งแต่นาทีแรก เมื่อ โกดิน วางบอลยาวให้ คอสต้า หน้าเขตโทษ และเป็นศูนย์หน้า แอตเลติโก ที่คว้าชัยได้ก่อนในยกแรกด้วยการพลิกหนี รามอส ไปดื้อ ๆ ก่อนจะซัลโวประตุได้สำเร็จ กลายเป็นประตูที่เร็วที่สุดในรายการนี้


ยกต่อมา รามอส ขึ้นเทคตัวโขกกลางอากาศ เหนือ คอสต้า ซึ่ง รามอส ชนะใส ๆ อยู่แล้ว แต่ยังไม่วายเอาศอกฟันใส่หน้า คอสต้า เต็ม ๆ ซึ่งโชคดีล้วน ๆ ที่ไม่มี VAR ในเกมนี้ เพราะไม่งั้นมีสิทธิ์ใบแดงตั้งแต่ 8 นาทีแรกแน่นอน


คอสต้า กับ รามอส ตามไปปะทะกันอีกหลายต่อหลายครั้งทั่วสนาม ซึ่งยังดีที่เกมไม่ได้สำคัญอะไรมาก ถ้วยใบนี้ก็ไม่ต่างกับการกระชับมิตรเกมนึง เพราะไม่งั้นเราอาจได้เห็นแฟนเซอร์วิสที่แรงกว่านี้แน่นอน และเมื่อพิจารณาจากการที่ รามอส มีส่วนร่วมกับการเสียประตูที่ 3 ที่โดน คอสต้า ฉกบอลไปได้ ก็ทำให้ศูนยืหน้าจอมตุกติกเป็นฝ่ายชนะไปในการดวลครั้งนี้ 

3. เลอมาร์ เปิดตัวน่าสนใจ


โตมาส์ เลอมาร์ ได้โอกาสลงเล่นให้ แอตเลติโก มาดริด เป็นครั้งแรกในเกมทางการของ ยูฟา และปีกชาวฝรั่งเศสก็ทำหน้าทีไ่ด้ดีเกินคาดทีเดียว


เลอมาร์ กลายเป็นนักเตะจอมขยันที่สุดคนนึงของ แอตเลติโก มาดริด เมื่อเขาคอยวิ่งไปทั่วสนาม ตั้งแต่การตัดบอลหน้าประตูตัวเอง ไปจนถึงการพาบอลลุยจี้เข้าเขตโทษของ เรอัล มาดริด โดยรวมแล้วถือว่าทำหน้าที่ไม่มีตกบกพร่องทีเดียว


ข้อเสียอย่างเดียวก็คงเป็นการมีส่วนร่วมกับเกมรุกค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับตอนที่อยู่ โมนาโก แต่เมื่อพิจารณาจากแผนการเล่นที่เกมรับของ แอตเลติโก มาดริด แล้ว มันก็ดูเข้าท่าอยู่ไม่น้อยที่ทำให้ เลอมาร์ กลายเป็นจอมตัดบอลไปได้ 

2. เบล และ เบนเซมา ยังมีดีพอ แต่ อเซนซิโอ กับ อิสโก้ ยังต้องปรับปรุง


แม้จะไม่มีหมายเลข 1 ของทีมอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด้ แต่ เบล และ เบนเซมา ก็ทำให้เห็นว่าพวกเขายังพอมีดีอยู่บ้าง


2 ศูนย์หน้าของ เรอัล มาดริด กดดันแนวรับ แอตเลติโก มาดริด ได้ค่อนข้างต่อเนื่องในท้ายครึ่งแรก ลากยาวไปจนถึงครึ่งหลัง โดยเฉพาะปีกทีมชาติ เวลส์ ที่มีสปีดทีน่ากลัว และการบังบอลที่ยอดเยีย่มจนเรียกฟาวล์ได้บ่อย ในขณะที่ เบนเซมา ก็ทำได้ดีในการหาช่องวิ่งปั่น่วนแนรับ การฉีกหนีตัวประกบก็ทำได้เยี่ยม อย่างที่เราได้เห็นในประตูตีเสมอ 1-1 ของทีม


กลับกัน ดาวรุ่ง 2 คนที่เป็นตัวความหวังของ เรอัล มาดริด ในยุคใหม่กลับโชว์ฟอร์มได้ไม่น่าประทับใจนัก อิสโก้ เงียบเอามาก ๆ เมื่อเทียบกับรุ่นพี่ทั้ง 2 คน หรือ มาร์เซโล ในขณะที่ อเซนวิโอ ได้โอกาสบ่อยที่สุดคนนึงในทีม แต่กลับทำได้ไม่ดีพอ 2 หน แถมยังเล่นหลายจังหวะเกินไปจนพลาดโอกาสทองอีก ครั้งสองครั้ง นอกจากนี้ยังเสียการครองบอลบ่อยมากอีกด้วย


เรอัล มาดริด ยังพอมีเวลาที่จะปรับปรุงตรงจุดนี้ อย่างน้อยปล่อยดาวรุ่งออกไปเก็บประสบการณ์ซัก 2-3 คน แล้วคว้าตัวท็อปในเกมรุกมาซักคน 2 คนก็น่าจะดีกับทีมมากกว่านี้

1. ยังไม่มีใครแทน คริสเตียโน ได้


ผลกระทบที่สำคัญที่สุดของการขาด คริสเตียโน โรนัลโด้ ไปไม่ใช่การถล่มประตู แต่เป็นการปลุกพลังของทีมต่างหาก ในช่วงเวลาที่นักเตะในทีมกำลังหมดแรง ภาพที่คุ้นเคยของแฟนบอลมาดริดอย่างการปรบมือกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมของ คริเตียโน โรนัลโด้ นั่นไม่มีให้เห็นอีกแล้วในเกมนี้ หน้าที่ดังกล่าวไหลไปอยู่บนบ่าของ รามอส เพียงคนเดียว ซึ่งก็ยังทำได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ้าตัวมีส่วนกับการเสียประตูขึ้นนำ และด้วยภาพลักษณ์ที่ดุดัน ทำให้ความรู้สึกที่เพื่อนร่วมทีมได้รับมันจะต่างจากความเป็นไอดอลของ คริสเตียโน พอสมควร


พวกเขาจะพึง เบล และ เบนเซมา ในการทำประตูต่อไปก็ได้ แต่หากพวกเขาจะพึ่ง รามอส ในการกระตุ้นทีมแค่เพียงคนเดียวก็อาจจะคิดผิดไปหน่อย อย่างน้อยที่สุด เหล่านักเตะเองต้องรู้จักฮึดสู้ได้เองโดยไม่มี โรนัลโด้ บ้างแล้วล่ะนะ

ตัดเกรดแข้ง เรอัล มาดริด 

ตัดเกรดแข้ง แอตเลติโก มาดริด 

ไฮไลต์การแข่งขัน 


สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น ! * ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใด ๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด