LIVERPOOL, ENGLAND - OCTOBER 25:  Michael Owen of Manchester United is brought down by Jamie Carragher of Liverpool during the Barclays Premier League match between Liverpool and Manchester United at Anfield on October 25, 2009 in Liverpool, England.  (Photo by Michael Regan/Getty Images)

มากกว่า 1 ! ตามมาดู 6 นักเตะที่เคยเล่นให้ทั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล



ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะมีโอกาสได้เห็นนักเตะที่เคยเล่นให้กับทีมคู่ปรับตลอดกาลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มหากาพย์แดงเดือดที่มีมาอย่างยาวนานเรียกได้ว่าเป็นลายเซ็นของฟุตบอลแดนผู้ดี



6. ทอม มิลเลอร์

ย้อนกลับไปศตวรรษที่แล้ว วันที่ 2 เมษายน 1915 เกมระหว่าง แมนฯ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล ในลีกสูงสุดมีความหมายอย่างยิ่งยวด เมื่อ แมนฯ ยู สถานการณ์ย่ำแย่กำลังหนีตกชั้น ขณะที่ ลิเวอร์พูล ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่ได้ลุ้นแชมป์และไม่หนีตกชั้น เพราะอยู่กลางตารางแบบชิล ๆ


เกมที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด นักเตะบางส่วนของทั้งสองทีม ได้ทำการตกลงที่จะล็อคผล ให้ แมนฯ ยู เป็นฝ่ายชนะ เพื่อประโยชน์ที่ได้รับคือการ อยู่รอด รวมถึงเรื่องของ การพนัน ผลจบลงด้วยชัยชนะของ แมนฯ ยู 2-0 จากการเหมายิงของ จอร์จ แอนเดอร์สัน ในนาทีที่ 40 กับ 75 แต่เกมจบทุกอย่างมันไม่ได้จบไปตามเกม


โดยในเกมนี้ ทอม มิลเลอร์ ลงเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล ก่อนจะถูกตัดสินให้ถูกแบนออกจากวงการลูกหนังตลอดอาชีพจากกรณีล้มบอลดังกล่าวร่วมกับนักเตะอีก 6 คน


ต่อมาเขาได้เข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเขามีชีวิตรอดกลับมา และพ้นโทษแบน ก่อนตัดสินใจเลือกย้ายไปเล่นให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรสุดท้ายในเส้นทางอาชีพ 


ลิเวอร์พูล: 1912 - 1920 (146 นัด, 56 ประตู)

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด: 1920 - 1921 (28 นัด, 8 ประตู) 


5. อัลเลนบีย ชิลตัน

ชิลตัน เริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมฟุตบอลของโรงเรียน ฟอร์ด, เซาท์ ฮิลตัน, ซันเดอร์แลนด์ บอยส์, ฮิลตัน โคลเลียรี่ จูเนียร์ และซีแฮม โคลเลียรี ก่อนจะเข้ามาเป็นนักเตะให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 1938 โดยก่อนหน้านี้เขาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ในช่วงสั้น ๆ กับทีมเยาวชนฝึกหัดและไม่สามารถทรอดแทรกขึ้นมาเล่นในชุดใหญ่ได้


แมวมองของสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชอบในความสามารถของเขามากถึงกับทำนายว่า เด็กคนนี้จะต้องติดทีมชาติอย่างแน่นอน และในเดือนกันยายนปี 1939 เป็นแมตช์แรกที่เขาลงสนามให้กับทีม ปีศาจแดง โดยเป็นการพบกับทีม ชาร์ลตัน แอธเลติก ที่เดอะ วัลลีย์



เขาต้องรอกว่า 7 ปี ถึงได้ลงสนามอีกครั้งในเดือนสิงหาคมปี 1946 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ชิลตัน ก็เหมือนนักเตะคนอื่น ๆ ที่โชคร้ายต้องพักแข้งไปเพราะสงครามโลก และเขาก็ได้รับบาดเจ็บขณะรับใช้ชาติอยู่ในกองทัพบกที่นอร์มังดี 


ชิลตัน เป็นนักเตะคนหนึ่งของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้ลงสนามอย่างสม่ำเสมอนับตั้งแต่ปี 1946 ถึง 1954 รวม 352 นัด ก่อนจะอำลา โรงละครแห่งความฝัน ไปเป็นนักเตะ และผู้จัดการทีม ให้กับกริมสบี้ ทาวน์ ในเดือนมีนาคมปี 1955 เขาพากริมสบี้ ครองแชมป์ดิวิชั่น 3 ได้เป็นผลสำเร็จ แต่ในฤดูกาลต่อมาเขาก็ย้ายไปคุมทีม วีแกน แอธเลติก และฮาร์ทเทิลพูล ในฤดูกาล 1962-1963


ในฐานะผู้เล่นของทีมปีศาจแดง เขาติดทีมชาติอังกฤษ 2 ครั้ง ได้เหรียญแชมป์ดิวิชันมาครอง 1 เหรียญ (1951-1952) และเหรียญเอฟเอ คัพ อีก 1 เหรียญ (1948) ตอนเด็กเขาถูกเยาะเย้ยว่าไม่มีทางเอาดีทางด้านฟุตบอลได้ แต่เขาก็มีความมุ่งมั่นที่จะทำความฝันของตนเองให้เป็นจริง จนได้รับความสำเร็จอย่างที่หวัง 


 

ลิเวอร์พูล: 1938 0 นัด

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด:  1938 - 1955 (390 นัด, 3 ประตู) 

4. ปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์

สำหรับ ปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์ ย้ายมาจาก แวนคูเวอร์ ร่วมทัพอยู่กับ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ไมสามารถแจ้งเกิดได้ก่อนย้ายไปร่วมทัพ นิวคาสเซิล และ ลิเวอร์พูล ตามลำดับ


ปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์ มีฉายาว่าเจ้าหลอเล็ก ค้าแข้งกับ สโมสร นิวคาสเซิล ก่อนย้ายมาร่วมทีม ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัว 1.9 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นค่าตัวในการย้ายสโมสรภายในเกาะอังกฤษที่สูงที่สุดในเวลานั้น 


ช่วงอยู่กับสโมสร ลิเวอร์พูล เขาผลึกกำลังกับ จอร์น อัลดริช และ จอร์น บรานส์ สร้างตำนานสามประสานแห่งแอนฟิลส์ หลังจากยิ่งใหญ่อยู่กับ ลิเวอร์พูล สโมสรมีการเปลี่ยน แปลง ผู้จัดการทีม จาก เคนนี ดัลกลิช มาเป็น แกรม ซูเนส ปีเตอร์ เบีร์ดสลีย์ ถูกขายไปให้กับ เอฟเวอร์ตัน สโมสรคู่รักคู่แค้นร่วมเมือง ลิเวอร์พูล ก่อนจบชีวิตการค้าแข้ง กับสโมสรนิวคาสเซิล ทีมที่เขาเริ่มค้าแข้ง 


แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด: 1982 - 1983 (1 นัด, 0 ประตู)

ลิเวอร์พูล: 1987 - 1991 (175 นัด, 59 ประตู) 

3. พอล อินซ์

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ขายเขาไปให้กับ อินเตอร์ มิลาน ด้วยค่าตัว 7.5 ล้านปอนด์ ท่ามกลางกระแสข่าวความไม่ลงรอยกันระหว่างทั้งคู่ เซอร์ อเล็กซ์ ถึงกับเคยเรียกเขาว่าเป็นคนขี้ขลาด และบิ๊กไทม์ ชาร์ลี (คนที่ชอบคิดว่าตัวเองเจ๋งกว่าคนอื่น) จากนั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็หันมาใช้งานดาวรุ่งอย่าง นิคกี้ บัตต์ อย่างเต็มตัวแทน 


อีก 2 ปีต่อมา ลิเวอร์พูล ตัดสินใจยื่นซื้อ พอล อินซ์ หวนคืน ลีกสูงสุดแดนผู้ดีอีกครั้ง 


แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด : 1989 - 1995 (277 นัด, 28 ประตู)

ลิเวอร์พูล: 1997 - 1999 (81 นัด, 17 ประตู) 

2. ฟิล คิสนอลล์

และนี่คือนักเตะคนล่าสุดและน่าจะสุดท้าย ที่ย้ายแบบตรง ๆ จาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปร่วมทัพ ลิเวอร์พูล โดยในช่วงเวลานั้นความรุนแรงของทั้งสองสโมสรยังไม่ปะทุหนักเหมือนทุกวันนี้ การย้ายทีมจึงไม่ได้มีการพูดถึงมากนัก


แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด: 1959 - 1964 (47 นัด, 10 ประตู)

ลิเวอร์พูล: 1964 - 1967 (9 นัด, 2 ประตู) 

1. ไมเคิล โอเวน

ไมเคิล โอเวนมีชื่อเสียงและเป็นกำลังหลักของ ลิเวอร์พูล ในระหว่างปี 1996-2004 เขาเป็นผู้เล่นที่มีความโดดเด่นมาก เนื่องจากเป็นผู้เล่นที่อายุยังน้อย มีความว่องไว ยิงประตูได้คมกริบ อีกทั้งยังมีหน้าตาดี โดยมักจะถูกเปรียบเทียบกับ เดวิด เบ็คแฮม อดีตกองกลางของ แมนฯ ยูไนเต็ดเช่นกัน จนได้รับฉายาจากแฟนฟุตบอลชาวไทยว่า ไอ้หนูมหัศจรรย์ (เบบี้ โกล)


ต่อมาในปี 2001 ไมเคิล โอเวน ได้รับรางวัล บัลลงดอร์ และในปี 2004 เขาสร้างความประหลาดใจแก่แฟนๆ เดอะ ค็อป โดยได้ย้ายไปอยู่กับ เรอัล มาดริด ใน ลา ลีก้า สเปน แต่ว่าไม่ประสบความสำเร็จมากเท่าสมัยอยู่กับ ลิเวอร์พูล


ปี 2005 โอเวน ได้ย้ายกลับมาอังกฤษ อีกครั้ง โดยได้ย้ายไปอยู่กับ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด แต่ก็ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บอยู่เป็นระยะ ทำให้ไม่สามารถลงเล่นได้มากนัก เมื่อหมดสัญญากับสโมสร นิวคาสเซิล แล้ว ในปี 2009 ไมเคิล โอเวน ก็ได้ตัดสินใจย้ายทีมที่สร้างความประหลาดใจให้เหล่าแฟนบอล ลิเวอร์พูล ด้วยการย้ายไปโดยไม่มีค่าตัวเพื่อเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด


ลิเวอร์พูล: 1996 - 2004 (297 นัด, 158 ประตู)

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด: 2009 - 2012 (49 นัด, 17 ประตู)