แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 4-0 ลิเวอร์พูล : เก็บตกประเด็นร้อนหลังเกม พรีเมียร์ลีก เรือใบ อัดแหลกไม่เกรงใจแชมป์

Manchester City v Liverpool FC - Premier League
Manchester City v Liverpool FC - Premier League | Pool/Getty Images



ข้อมูลการแข่งขัน

การแข่งขัน : ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 2019/20
วันแข่งขัน : คืนวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2020
เวลาแข่งขัน : 02.15 น. ตามเวลาประเทศไทย
ผลการแข่งขัน : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 4-0 ลิเวอร์พูล
สนาม : เอติฮัด สเตเดี้ยม

1. เป็นเกมที่เอาความเฉียบคมเป็นตัวตัดสิน

Eric García, Sadio Mane
Manchester City v Liverpool FC - Premier League | Robbie Jay Barratt - AMA/Getty Images

รูปเกมในวันนี้โดนเฉพาะครึ่งเวลาแรก หากได้เห็นแค่สกอร์ที่ เรือใบสีฟ้า ออกนำในช่วงพักครึ่งถึง 3-0 ก็คงไม่แปลกที่จะคิดว่ารูปเกมต้องเป็น แมนฯ ซิตี้ ที่ครองบอลบุกแบบยับเยินอย่างที่เคยเป็นแทบทุกเกมที่ผ่านมาอย่างแน่นอน...

แต่ในความเป็นจริงแล้ว โอกาสของทั้งสองทีมนั้นเกือบจะพอ ๆ กัน ทั้งการเข้าทำ รวมถึงอัตราการครองบอล เพราะตั้งแต่เริ่มเกมทั่งคู่ก็เปิดหน้าแลกกันอย่างสนุกแถมเป็น ลิเวอร์พูล ที่ได้โอกาสลุ้นที่ชัดเจนก่อนเสียด้วยซ้ำ แต่พวกเขากลับพลาดไป ในขณะที่ทีมของ เป๊ป นั้นสามารถฉกฉวยโอกาสเหล่านั้นเอาไว้ได้ทั้งหมดด้วยการยิงเข้ากรอบ 3 ครั้งเปลี่ยนเป็น 3 ประตูในช่วง 45 นาทีแรก จนทำให้ปิดเกมนี้ไปได้อย่างงดงามในที่สุด

2. หงส์แดง อาจถึงเวลาหาคู่หูให้ ฟาน ไดจ์ค

Kevin De Bruyne
Manchester City v Liverpool FC - Premier League | Robbie Jay Barratt - AMA/Getty Images

เกมนี้ต้องบอกเลยว่าหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ หงส์แดง พ่ายแพ้ด้วยสกอร์ที่ขาดลอยขนาดนี้ นั่นก็เป็นเพราะ โจ โกเมซ ดูจะเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานนั่นเอง ซึ่งฟอร์มของเขาก็เป็นเช่นนี้มาพักใหญ่แล้ว จึงเริ่มเกิดเป็นคำถามถึงการหาคู่ขาที่เหมาะสมให้กับ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค มากขึ้นเรื่อย ๆ ในเวลานี้ เพราะทั้ง โกเมซ และ ลอฟเรน ดูจะยังไว้ใจอะไรไม่ได้นักโดยเฉพาะในเกมใหญ่ที่มีความกดดันสูง ๆ แบบนี้ ส่วน มาติป ก็ดูจะไป ๆ มา ๆ ระหว่างสนามซ้อมกับโรงพยาบาลบ่อยเกินไปจนเรียกฟอร์มเก่งกลับมาไม่ได้เสียที นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าแม้ ฟาน ไดจ์ค จะเทพขนาดไหน แต่ถ้าต้องแบกภาระหนักอึ้งในเกมรับอยู่คนเดียวตลอดทั้งฤดูกาลละก็ คงยากที่พวกเขาจะประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในระยะยาวก็เป็นได้

3. เทียบบทบาท 2 มิดฟิลด์กัปตันทีม

FBL-ENG-PR-MAN CITY-LIVERPOOL
FBL-ENG-PR-MAN CITY-LIVERPOOL | AFP Contributor/Getty Images

2 กองกลางดีกรีกัปตันของทั้งสองทีมอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ เควิน เดอ บรอยน์ ที่ว่ากันว่าเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนเกมของแต่ละทีมในฤดูกาลนี้นั้น วันนี้เราเห็นได้ชัดเจนแล้วว่า แม้ เฮนเดอร์สัน จะมีส่วนช่วยในการคุมจังหวะเกมของ ลิเวอร์พูล ทั้งรุกและรับ แต่ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าสำหรับ เควิน เดอ บรอยน์ เขาเป็นอะไรได้มากกว่านั้น ถึงขนาดเรียกได้ว่าเป็นทุกอย่างสำหรับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เลยก็ว่าได้ ตั้งแต่กระชากลากเลือย เปิด จ่าย ยิง ทุกจังหวะในเกมรุกขงทีมเขาจะมีส่วนร่วมอยู่เสมอ และที่สำคัญคือเซ็นต์บอลระดับเทพ ที่สามารถสร้างอันตรายได้ทุกครั้งที่บอลออกจากเท้าของเขาในเกมวันนี้

4. คล็อปป์ ไร้ทีเด็ดบนม้านั่งสำรอง

Divock Origi
KRC Genk v Liverpool FC: Group E - UEFA Champions League | TF-Images/Getty Images

ดูจากไลน์อัพในเกมนี้ต้องบอกว่า ลิเวอร์พูล จัดทีมชุดที่ดีที่สุดของพวกเขา ณ เวลานี้ลงมาแล้ว โดยมีทั้ง 3 ทหารเสือในแดนหน้า รวมถึง 2 ฟูลแบ็คตัวชูโรงอย่าง เทรนต์ และ โรเบิร์ตสัน ที่ต่างก็ถูกส่งลงสนามมาเพื่อหวังพิชิด เรือใบสีฟ้า ต่อหน้าชาวโลกให้เห็นกันอย่างเป็นเอกฉันท์ไปเลยในวันนี้

แต่เมื่อทุกอย่างมันไม่เป็นอย่างที่พวกเขาคาดการณ์ บนซุ้มม้านั่งสำรองของพวกเขากลับไม่มีตัวทีเด็ดที่จะสามารถลงมาสร้างอิมแพคกับเกมได้มากพอ เหมือนที่ แมนฯ ซิตี้ มี มาห์เรซ มี แบร์นาโด้ หรือแม้แต่ ดาบิด ซิลบา ที่พร้อมจะลงมาเปลี่ยนเกมอยู่ข้างสนามเมื่อคืนนี้ เพราะหากลองดูรายชื่อตัวสำรองของ หงส์แดง คนที่อาจจะพอสร้างความแตกต่างได้ก็เหมือนจะมีเพียง อเล็กซ์ อ็อกซ์เหลด แชมเบอร์เลน รายเดียวเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เกมของพวกเขาในนัดนี้ไม่ได้ดีขึ้นเลยแม้จะเปลี่ยนตัวผู้เล่นถึง 5 คนแล้วก็ตาม

5. บ็อบบี้ เริ่มถูกตั้งคำถามในฐานะ NO.9

Roberto Firmino
Manchester City v Liverpool FC - Premier League | Robbie Jay Barratt - AMA/Getty Images

เกมนี้เป็นอีกนัดที่ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน นั้นเงียบกริบไร้บทบาทอย่างสิ้นเชิงในแดนหน้า แถมยังทำโอกาสทองหลุดลอยไปในช่วงต้นเกมจากลูกซ้ำที่ เมนดี้ อุตส่าทำส้นหล่นมาให้ต่อหน้า แต่ที่ดูจะแย่ไปกว่านั้นคือวันนี้เจ้าตัวยังเป็นผู้เล่น 11 ตัวจริงของทีมที่สัมผัสบอลได้น้อยที่สุดในสนามอีกด้วย

ซึ่งระยะหลังมานี้ เจ้าตัวดูจะฟอร์มตกลงไปอยู่พอสมควร แถมดูจะมีบทบาท มีส่วนร่วมกับเกมไม่มากนักในฤดูกาลนี้เมื่อเทียบกับผลงานปีก่อน ๆ เพราะหากดูเฉพาะในเกม พรีเมียร์ลีก 13 นัดหลังสุดในซีซั่นนี้ บ็อบบี้ ยิงไปได้เพียง 2 ประตูเท่านั้น ซึ่งต้องบอกว่าน้อยมาก ๆ ในฐานะผู้เล่น NO.9 ของทีม นั่นจึงทำให้เจ้าตัวเริ่มถูกตั้งคำถามว่ายังคงดีพอหรือไม่สำหรับตำแหน่งหัวหอกตัวเป้าในถิ่น แอนฟิลด์ นับจากนี้

สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น ! * ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใด ๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฎหมายที่ระบุไว้สูงสุด