แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

5 นักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ทำประตูสูงสุดในยุคของ โอเล กุนนาร์ โซลชา - RANKING

ชยพล ธานีวัฒน์
Apr 5, 2021, 10:32 AM GMT+7
Real Sociedad v Manchester United  - UEFA Europa League Round Of 32 Leg One
Real Sociedad v Manchester United - UEFA Europa League Round Of 32 Leg One | Jonathan Moscrop/Getty Images
facebooktwitterreddit

ถือเป็นโอกาสครบรอบ 2 ปีที่ โอเล กุนนาร์ โซลชา ได้รับสัญญาถาวรในการคุมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากที่ถูกแต่งตั้งรับงานชั่วคราวแทนที่ โชเซ มูรินโญ ที่โดนไล่ออกเมื่อเดือนธันวาคม 2018

ผลงานของ "กุนซือหน้าทารก" ถือได้ว่ามีพัฒนาการน่าชื่นชม เขาสามารถพาทีมเข้ามาติดอันดับ 3 ในซีซันแรกที่ได้คุมทีมเต็มตัวชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด และในปีนี้เจ้าตัวก็กำลังพาทีมคั่วรองแชมป์ พรีเมียร์ลีก และถ้วย ยูโรป้าลีก

นอกจากการทำทีมที่ดูมีความก้าวหน้ามากขึ้นกว่าเดิมแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดอีกอย่างหนึ่งคือการมีเกมรุกที่น่ากลัวและเกมสวนกลับที่เฉียบคมที่ทำให้ผลงานของพวกเขาดีวันดีคืนในซีซันนี้ และกลายเป็นทีมที่กลับมามีเกมรุกที่ดุดันอีกครั้ง

นี่คือ 5 นักเตะที่ยิงประตูได้มากที่สุดในยุคของนายใหญ่ชาวนอร์วีเจี้ยน

Paul Pogba
AC Milan v Manchester United - UEFA Europa League Round Of 16 Leg Two | Jonathan Moscrop/Getty Images

5. ปอล ป็อกบา - 17 ประตู

แม้ว่าจะมีข่าวย้ายทีมมาตลอดนับตั้งแต่ยุคของ โชเซ มูรินโญ จนมาถึงการทำทีมของ โอเล กุนนาร์ โซลชา แต่ ป็อกบา ก็ยังคงความยอดเยี่ยมในแดนกลางเอาไว้ได้ โดยจุดเด่นที่สำคัญนอกจากทรงผมและลีลาการทำเกมแล้ว การยิงประตูถือเป็นสิ่งที่ใครหลายคนคุ้นเคยกันดี

ตอนที่กุนซือวัย 48 ปีรับหน้าที่คุมทีมชั่วคราวเมื่อปลายปี 2018 กองกลางเฟร้นช์แมนก็กลับมาโชว์ฟอร์มได้ดีอีกครั้ง โดยิงไปทั้งหมด 16 ประตูในทุกรายการ โดย 11 ประตูมาจากยุคของนายใหญ่นอร์วีเจี้ยน

จากนั้นเมื่อเข้าสู่ซีซันใหม่ 2019-2020 การมาของ บรูโน แฟร์นันเดส ในช่วงปีใหม่ทำให้ ป็อกบา ยกระดับการเล่นของตัวเองได้ดีขึ้นและมีส่วนสำคัญช่วยให้ทีมกลับมาฟอร์มดีหลังจากที่ฟุตบอลกลับมาลงเตะกันอีกครั้งจากการหยุดไป 3 เดือนเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด จนทำให้พวกเขาคว้าอันดับ 3 ไปครองและได้ไปเล่น ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก

ส่วนในซีซันนี้ ป็อกบา ก็ยังคงวนเวียนอยู่กับข่าวเรื่องการย้ายทีม แต่เมื่อมีโอกาสลงสนาม เขาก็ไม่ทำให้แฟนบอลผิดหวังโดยเฉพาะในช่วงคริสมาสต์จนถึงปีใหม่ที่เจ้าตัวเป็นคนทำประตูสำคัญช่วยพาทีมแซง ลิเวอร์พูล ขึ้นไปรั้งจ่าฝูงครั้งแรกในรอบ 8 ปี ก่อนจะโดน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โกยแต้มทิ้งไม่เห็นฝุ่นในเวลานี้

Mason Greenwood
Leicester City v Manchester United: Emirates FA Cup Quarter Final | Marc Atkins/Getty Images

4. เมสัน กรีนวู้ด - 22 ประตู

นี่คือหนึ่งในผลงานชิ้นโบว์แดงของ โอเล กุนนาร์ โซลชา การค้นพบ กรีนวู้ด ถือเป็นการปลุก ปีศาจแดง ให้ตื่นจากการหลงทางในตลาดซื้อขายนักเตะ เพราะนี่คือเลือดเนื้อเชื้อไขของทีมและเมื่อถูกดันขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่เจ้าตัวก็ไม่ทำให้บอสและแฟนบอลต้องผิดหวังด้วยการยิงประตูอย่างถล่มทลาย

ต้องขอบคุณการจากไปของ โรเมลู ลูกากู ที่ตัดสินใจย้ายไป อินเตอร์ มิลาน ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการคาดการณ์เกี่ยวกับกองหน้าคนใหม่ในตลาดซื้อขาย แต่กุนซือไวกิ้งเลือกที่จะหันไปดันนักเตะเยาวชนอย่าง กรีนวู้ด ขึ้นมาเสียบแทนตำแหน่งในทีมชุดใหญ่และกำลังสร้างตำนานบทใหม่ให้กับตัวเอง

กองหน้าชาวเมืองผู้ดียิงประตูแรกในเกมกับ แอสตานา ใน ยูโรป้าลีก เมื่อเดือนกันยายน 2019 ทำสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรที่ยิงประตูได้ในเกมยุโรปได้คือ 17 ปีกับ 353 วัน จากนั้นอีก 2 เดือนต่อมาเจ้าหนูรายนี้ก็ยิงประตูแรกใน พรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จในเกมที่เสมอกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 3-3 พร้อมกับจบซีซันนั้นด้วยการยิงไป 17 ประตูในทุกรายการโดยเป็นการยิง 10 ประตูในลีก

อย่างไรก็ตาม กรีนวู้ด ก็โดนเล่นงานด้วยโรค "เซคันด์ซีซันซินโดรม" หรือโรคซีซันที่สอง เขายังโชว์ฟอร์มได้ไม่สม่ำเสมอนัก โดยถึงตอนนี้เพิ่งยิงไปแค่ 5 ประตูเท่านั้น

Anthony Martial
Leicester City v Manchester United: Emirates FA Cup Quarter Final | Marc Atkins/Getty Images

3. อองโตนี มาร์กซิยาล - 34 ประตู

มาร์กซิยาล เกือบจะไม่มีอนาคตในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ภายใต้การนำของ โชเซ มูรินโญ แล้ว แต่โชคดีที่การเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมมาเป็น โอเล กุนนาร์ โซลชา ในช่วงเดือนธันวาคมปี 2018 ทำให้เขากลับมาแจ้งเกิดอีกครั้ง ก่อนจะจบซีซัน 2018-2019 ด้วยการยิงไปทั้งหมด 12 ประตู

มาถึงฤดูกาลที่นายใหญ่ไวกิ้งได้คุมทีมเต็มตัว ซึ่งทำให้กองหน้าชาวฝรั่งเศสระเบิดฟอร์มที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ย้ายมาเล่นใน พรีเมียร์ลีก โดยเขายิงไปถึง 23 ประตูในทุกรายการ

มาในซีซันนี้ มาร์กซิยาล เปิดตัวอย่างเร้าใจด้วยการยิงแฮททริคแรกของตัวเองกับสโมสรใส่ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ซึ่งกลายเป็นการทำแฮททริคแรกของสโมสรนับตั้งแต่ โรบิน ฟาน เพอร์ซีย์ ทำได้ในปี 2013 เมื่อเดือนเมษายนในเกมกับ แอสตัน วิลลา

จากนั้นมาก็มีแต่ความน่าผิดหวัง ทั้งอาการบาดเจ็บและฟอร์มตก ประกอบกับการมาของ เอดิสัน คาวานี กองหน้าชาวอุรุกวัยทำให้เขาต้องเสียตำแหน่งตัวจริงไป และยิงประตูได้จุ๋มจิ๋มเพียงแค่ 7 ลูก และกลายเป็นเป้าหมายในการโดนขายทิ้งในช่วงซัมเมอร์นี้ไปแล้ว

Bruno Fernandes
Leicester City v Manchester United: Emirates FA Cup Quarter Final | Marc Atkins/Getty Images

2. บรูโน แฟร์นันเดส - 35 ประตู

ทั้ง ๆ ที่เพิ่งย้ายมายังถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อเดือนมกราคมปี 2020 แต่ บรูโน ก็กลายเป็นหัวใจสำคัญของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเป็น "เดอะแบก" ของทีมมาจนถึงวันนี้

กองกลางโปรตุกีสใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนในการยกระดับทีมและยิงประตูช่วยพาทีม ปีศาจแดง กลับไปเล่นในฟุตบอล ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก ได้สำเร็จ โดยเขายิงไปทั้งหมด 12 ประตูจากการลงสนาม 22 เกม กลายเป็นขวัญใจคนใหม่ของแฟนบอลไปโดยทันที

ในซีซันนี้มิดฟิลด์วัย 26 ปีก็ยังคงสร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลได้อย่างต่อเนื่องด้วยการมีส่วนร่วมกับประตูทั้งสิ้น 36 ลูก แบ่งเป็นยิงได้ 23 ประตูและแอสซิสต์ 13 ครั้ง ซึ่งหากนับเฉพาะใน พรีเมียร์ลีก เจ้าตัวมีส่วนร่วมไปมากถึง 26 ประตูเป็นรองเพียง แฮร์รี เคน ของ ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ ที่มีส่วนร่วมไป 30 ประตูเท่านั้น

ถึงตอนนี้หลายคนมองว่า โอเล กุนนาร์ โซลชา ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า บรูโน แฟร์นันเดส คือนักเตะที่สำคัญที่สุดของทีม เพราะเมื่อนับจำนวนเกมทั้งหมดในซีซันนี้ที่ ยูไนเต็ด เล่นไปแล้ว 47 เกม เขาพลาดการลงสนามให้กับทีมเพียง 2 เกมเท่านั้น

Marcus Rashford
Crystal Palace v Manchester United - Premier League | Sebastian Frej/MB Media/Getty Images

1. มาร์คัส แรชฟอร์ด - 49 ประตู

ในขณะที่ บรูโน แฟร์นันเดส คือนักเตะที่กลายเป็น "เดอะแบก" ของทีม แมนฯ ยูไนเต็ด มาตลด 12 เดือนที่ผ่านมา ในอีกด้านหนึ่งเราก็สามารถพูดได้ว่า มาร์คัส แรชฟอร์ด คือกองหน้าที่ยิงประตูได้อย่างสม่ำเสมอที่สุดในช่วง 2 ปีที่ โซลชา คุมทีมเช่นกัน

"แรชชี่" คือคนแรกที่ยิงประตูได้ในนัดแรกของการทำหน้าที่ผู้จัดการทีมชั่วคราวของนายใหญ่ไวกิ้ง ในเกมที่เจอกับ คาร์ดิฟ เมื่อเดือนธันวาคมปี 2018 ด้วยการปั่นฟรีคิดเสียบตาข่ายตั้งแต่นาทีที่ 4 ของการแข่งขัน ทำให้บอสคนใหม่เปิดตัวได้อย่างสวยงามก่อนจะคว้าชัยชนะสุดหรู 5-1

ยังไม่พอ กองหน้าวัย 23 ปียังเป็นคนยิงจุดโทษในนาทีสุดท้ายให้ ยูไนเต็ด เอาชนะ ปารีส แซง-แชร์กแมง ไป 3-1 ในค่ำคืนแห่งความทรงจำในเกม ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก รอบน็อคเอ้าท์เลกที่ 2 ที่ทำให้พวกเขาพลิกสถานการณ์สามารถเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จเมื่อเดือนมีนาคมปี 2019

เมื่อเข้าสู่ซีซันแรกอย่างเต็มตัวของ โซลชา แรชฟอร์ด ก็ประเดิมประตูในเกมแรกของฤดูกาล 2019-2020 ให้ เร้ดเดวิลส์ เอาชนะ เชลซี ของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ไป 4-0 และตลอดฤดูกาลนั้นเขาก็ยิงไปทั้งหมด 22 ประตูในทุกรายการและยิงในลีกไปถึง 17 ลูก

มาในฤดูกาลนี้แม้จะมีอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า ดาวยิงทีมชาติอังกฤษก็ยังโชว์ฟอร์มได้ดีอย่างต่อเนื่องโดยยิงไปแล้ว 18 ประตูในทุกรายการ โดยไฮไลท์สำคัญอยู่ที่เกม แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ยิงประตูชัยเอาชนะ เปแอชเช ได้อีกครั้งถึงถิ่นและซัดแฮททริคใส่ อาร์เบ ไลป์ซิก ในชัยชนะ 5-0 ในรอบแบ่งกลุ่มเมื่อปลายปีก่อน

สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น! *ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด

facebooktwitterreddit