LIVERPOOL, ENGLAND - NOVEMBER 26: Roberto Firmino of Liverpool and Billy Jones of Sunderland compete for the ball during the Premier League match between Liverpool and Sunderland at Anfield on November 26, 2016 in Liverpool, England.  (Photo by Clive Brunskill/Getty Images)

เก่งหลังเกม ! 5 ประเด็นเด็ดจากเกม ลิเวอร์พูล เปิดบ้านอัด ซันเดอร์แลนด์ 2-0

5. โอริกี ถึงทีปล่อยแสง !

ในจังหวะที่ คูตินโญ ได้รับบาดเจ็บจนต้องถูกหามออกจากสนามไปนั้น เชื่อว่าแฟน ๆ หลายคนคงจะใจหายวาบกันเลยทีเดียว เพราะถึงแม้ หงส์แดง ยุคนี้จะไม่ได้พึ่งพานักเตะเพียงคนเดียวเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการสูญเสีย คีย์แมน ไปนั้นต้องส่งผลกระทบร้ายแรงแน่


แต่แล้วการลงสนามมาของ ดิวอค โอริกี นั้นก็ทำให้แฟน ๆ เริ่มมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เพราะฟอร์มของไอ้ทิดชาวเบลเยียมคนนี้ จัดจ้านเหลือเกิน


แม้ในช่วงแรก ๆ จะลงมาล้วงบอลต่ำเองอยู่หลายครั้ง แต่หลังจากที่หาจุดยืนของตัวเองได้แถว ๆ กรอบเขตโทษ ความอันตรายก็ปรากฏให้เห็น จนกระทั่งมาเป็นผู้ยิงประตูปลดล็อคได้ในนาทีที่ 75 แบบสุดสวย


แน่นอนว่าตอนนี้ คูตินโญ จะต้องรักษาตัวไปพักหนึ่ง รวมถึง สเตอร์ริดจ์ ก็น่าจะเจ็บอยู่ ฉะนั้นแล้ว ต่อจากนี้ก็จะเป็นทีของ โอริกี ที่จะได้โอกาสปล่อยแสงกับเขาบ้างล่ะ !!!

4. ได้เวลาหาสูตรเจาะรถบัส

ตอนนี้ไม่ว่าใครก็ตามที่ต้องมาลงเตะกับ ลิเวอร์พูล จะเห็นได้ชัดเจนว่าพวกเขาตั้งใจมา "จอดรถบัส" ขวางปากประตูกันทั้งนั้น ทั้งทีมเล็ก, ทีมกลาง ๆ รวมถึงทีมใหญ่บางทีมด้วย


หากเป็นการจอดรถบัสแบบเดิม ๆ ที่เน้นอุดรอเติมจังหวะสวนกลับ ทีมของ เจอร์เกน คล็อปป์ ก็สามารถรับมือได้ และฉวยโอกาสที่มีพืนที่แลกหมัดเข้าโจมตีอย่างได้ผล 


แต่การจอดรถบัสของทีมคู่แข่งในตอนนี้ ทั้งหมดตั้งใจอุดอย่างเดียว อุดแบบไม่บุก หวังต้องการแค่มาแล้วไม่โดนยิง แบ่งแต้มกับ ลิเวอร์พูล ได้หลังจบเกม ทำให้ตอนนี้จะเจาะจะเข้าทำแต่ละทีก็ยิ่งยากหนักกว่าเก่า


ฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ คล็อปป์ จะต้องฝึกซ้อมลูกทีมให้หนัก เพื่อหาสูตรเจาะทำลายรถบัส 2-3 ชั้น ให้ได้อย่างเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นแล้วจะไปหวังถึงความสำเร็จอะไร ก็ต้องบอกเลยว่า "ยาก"



3. หงส์ ไม่เป๋ !

ย้อนกลับไปเมื่อเกมสัปดาห์ก่อนที่เราทำได้แค่เสมอกับทีมอย่าง เซาธ์แฮมป์ตัน แบบไร้สกอร์ ชัดเจนว่านักเตะแต่ละคนสูญเสียความเชื่อมั่นและกำลังใจไปมากที่เดียว 


ซึ่งหากเป็น หงส์แดง ตามปกติที่เราคุ้นเคยนั้น เวลาเจอใครเบรกหัวทิ่มแบบนี้ มักจะแสดงอาการเมาหมัด เป๋ยาวต่อเนื่องจนหลุดวงโคจรลุ้นแชมป์ไปกลางคันทุกที


แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป แม้ว่าช่วงครึ่งแรกพวกเขาดูจะเนือย ๆ แต่พอเข้าสู่ครึ่งหลัง ไม่รู้ไปได้ยาดีที่ไหนมา พวกเล่นพับสนามบุกใส่ ทัพแมวดำ ต่อเนื่อง...ต่อเนื่อง...ต่อเนื่อง แบบไม่ลดละความพยายาม


ทุกท่วงท่า ทุกการออกบอล มีความมุ่งมั่นตั้งใจ จนกระทั่งในที่สุดพวกเขาก็ทำสำเร็จ จนได้ปิดเกมด้วยชัยชนะคว้า 3 แต้มสำคัญมาจนได้ พูดได้คำเดียวว่า "ข้าน้อยขอคารวะสามจอก!!"

2. ชม คาริอุส ได้หรือยัง ?

แม้นายทวารหน้าหล่อจะยังคงแสดงความตื่นเต้นออกมาให้เห็นชัดเจนในหลาย ๆ จังหวะ แต่วันนี้ก็ต้องบอกว่าเขาเล่นได้เนียนตากว่าที่ผ่าน ๆ มามากทีเดียว 


หลายคนอาจจะสังเกตว่า ก่อนหน้านี้ผู้เขียนก็เคยบอกเอาไว้แล้วว่า คาริอุส เล่นดีที่สุดไปเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน แต่จุดนี้สะท้อนออกมาในตัวเองแล้วว่า ก็เพราะเด็กของเรากำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ ไง


เกมนี้ เขาเซฟลูกอันตรายได้จะ ๆ ขึ้นมาเล่นสูงร่วมกับเพื่อนร่วมทีมได้เนียนตา และเปิดบอลขึ้นหน้าแม่นยำจนแนวรุกเอาไปเล่นต่ออย่างได้เปรียบ


ซึ่งเชื่อว่า เดอะ ค็อป ส่วนหนึ่งที่เคยยี้เขามาก่อน ก็น่าจะเปลี่ยนใจไปบ้างแล้ว่ส่วนหนึ่งเช่นกัน

1. คล็อปป์ คือผู้สร้างวัฒนธรรมใหม่

เชื่อว่าหลายคนอาจสังเกตจังหวะที่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน จ่ายบอลพลาดง่าย ๆ จนโดนแฟน ๆ จาก เมนสแตน ที่แอนฟิลด์ ส่งเสียงโห่กึกก้อง 


และนั่นก็ทำให้ เจอร์เกน คล็อปป์ ของขึ้นหันกลับไปโหวกเหวกโวยวายใส่เหล่า เดอะ ค็อป ที่อยู่ด้านหลังของตัวเองพร้อมโบกไม้โบกมือ ให้เปลี่ยนจากเสียงโห่ เป็นเสียงเชียร์อย่างดุเดือดเลือดพล่าน


จุดนี้แสดงให้เห็นว่านอกจากจะเข้ามาเป็นแค่ผุ้จัดการทีมที่เอาแต่ทำงานกับลูกทีมและสต๊าฟส่วนอื่น ๆ ในสโมสรแล้ว เขายังพยายามสร้างวัฒนธรรมอันดีงามให้กับทุก ๆ ฝ่าย รวมถึงแฟนบอลด้วย 


ซึ่งหากแฟน ๆ ให้การสนับสนุนเขาต่อไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ ลิเวอร์พูล อาจจะกลายเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีวัฒนธรรมพิเศษบางอย่างเกิดขึ้นชัดเจนจนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำทีมที่โดดเด่นเหนือใครในโลกใบนี้ก็เป็นได้