EURO 2020

10 สถิติที่น่าสนใจในศึก ฟุตบอลยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ผ่านมา

England v Germany - UEFA Euro 2020: Round of 16
England v Germany - UEFA Euro 2020: Round of 16 / Marc Atkins/Getty Images
facebooktwitterreddit

ผ่านพ้นกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ ศึกฟุตบอลยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งก็ได้ทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปคือ เบลเยียม, อิตาลี, สวิตเซอร์แลนด์, สเปน, ยูเครน, อังกฤษ, เช็ก, เดนมาร์ก

สำคัญคือ แฟน ๆ ได้เห็นทีมยักษ์ใหญ่, ทีมเต็ง โดนเขี่ยตกรอบไปอย่างน่าผิดหวัง ไม่ว่าจะทั้ง เนเธอร์แลนด์, เยอรมนี, ฝรั่งเศส รวมถึง โปรตุเกส แชมป์เก่าที่มี คริสเตียโน โรนัลโด้ เป็นตัวชูโรง

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เกมการแข่งขันในรอบก่อนรองชนะเลิศจะเปิดฉากขึ้นในคืนวันที่ 2 และ 3 กรกฎาคมนี้ เรามาย้อนดูกันสักหน่อยดีกว่ารอบ 16 ทีมที่เพิ่งจบไปนั้นมีสถิติอะไรน่าสนใจบ้าง

1. ยูเครน ทะลุเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เป็นครั้งแรก

Artem Dovbyk
Sweden v Ukraine - UEFA Euro 2020: Round of 16 / Robert Perry - Pool/Getty Images

ยูเครน เป็นอีกหนึ่งชาติที่สร้างชื่อเสียงขึ้นมาในการแข่งขันทัวร์นาเมนท์ใหญ่ ๆ ตั้งแต่ยุค 90's ที่มีซูเปอร์สตาร์อย่าง อังเดรย์ เชฟเชนโก้ เป็นเสาหลักแห่งความหวัง

แต่สิ่งที่หลาย ๆ คนมองข้ามไปก็คือ ต่อให้พวกเขาสร้างความเซอร์ไพร์ส หรือโชว์ฟอร์มน่าประทับใจเพียงใด แต่กลับไปได้ไกลสุดคือตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ไม่ว่าจะทั้งฟุตบอลโลก หรือฟุตบอลยูโร

จนกระทั่งปีนี้ ยูเครน โคจรมาเจอกับ สวีเดน ซึ่งถือเป็นคู่ต่อสู้ที่ค่อนข้างสมน้ำสมเนื้อ ก่อนจะเบียดเอาชนะไปได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษนาทีที่ 120+1 จากการยิงของ อาร์เตม ดอฟบิค ทำให้พวกเขาทะลุเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นครั้งแรกในประวัติศาตร์นั่นเอง

2. ดาเนียลสัน เป็นนักเตะคนที่ 4 ที่โดนใบแดงในช่วง Extra time

Daniele Orsato, Marcus Danielson
Sweden v Ukraine - UEFA Euro 2020: Round of 16 / Petr Josek - Pool/Getty Images

ในแมตช์เดียวกันกับหัวข้อก่อนหน้า นอกจากประตูชัยของ ดอฟบิค แล้วยังมีช็อตโดนใบแดงของ ดาเนียลสัน เป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อน เพราะมันทำให้ชาวเน็ตทั่วโลกต่างถกเถียงกันรุนแรงข้ามวันเลยทีเดียว

ช็อตดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงต่อเวลาพิเศษ โดย ดาเนียลสัน เข้าสกัดใส่ อาร์เตม เบสเยดิน อย่างแรงจนเดินต่อไม่ไหวซึ่งทางผู้ตัดสินแจกใบเหลืองให้ก่อน จากนั้นเป็นทางห้อง VAR ส่งสัญญาณมาให้ว่าระดับนี้ต้องแดงสถานเดียว

และนั่นก็ทำให้ ดาเนียลสัน เป็นนักฟุตบอลคนที่ 4 ที่โดนใบแดงในช่วงต่อเวลาพิเศษของศึกยูโร ต่อจาก นูโน โกเมส กองหน้าทีมชาติโปรตุเกสเมื่อปี 2000

3. อังกฤษ ไม่เสียประตูรอบแบ่งกลุ่ม เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1966

Harry Maguire
England v Germany - UEFA Euro 2020: Round of 16 / Catherine Ivill/Getty Images

อังกฤษ ถือเป็นอีกหนึ่งทีมชาติที่คอลูกหนังทั่วโลกตามเชียร์และลุ้นให้ประสบความสำเร็จมากที่สุด แต่พวกเขามักจะไปไม่ถึงฝั่งฝันเลยสักทัวร์นาเมนท์เดียว แต่ดูเหมือนว่า ยูโร 2020 นี้จะมีความหวังมากเป็นพิเศษ

เหตุผลสำคัญก็คือ แม้นักเตะตัวความหวังอย่าง ราฮีม สเตอร์ลิง หรือ แฮร์รี เคน จะยังมีผลงานไม่น่าประทับใจมากนัก แต่ทัพสิงโตคำรามชุดนี้ ยังไม่เสียประตูเลยแม้แต่ลูกเดียวจาก 3 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งครั้งสุดท้ายที่พวกเขาทำได้ก็ต้องย้อนกลับไปในปี 1966 ที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก หรือเมื่อ 55 ปีก่อนโน่นเลย

และเมื่อรวมกับเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่เพิ่งเอาชนะ เยอรมนี ไปหมาด ๆ ก็ถือเป็นการเก็บคลีนชีท 4 นัดรวดในทัวร์นาเมนท์นี้ จนแฟน ๆ ส่วนหนึ่งแอบคิดไปไกลแล้วว่าน่าจะคว้าแชมป์ได้จริง ๆ

4. ฝรั่งเศส ตกรอบรายการใหญ่ โดยต้องเล่นในช่วงต่อเวลาพิเศษ 3 ครั้งติด

Kylian Mbappe
France v Switzerland - UEFA Euro 2020: Round of 16 / Daniel Mihailescu - Pool/Getty Images

ฝรั่งเศส เป็นอีกหนึ่งทีมเต็งที่จะคว้าแชมป์ยูโร 2020 มากสุด เพราะพวกเขาแข็งแกร่งและมาพร้อมดีกรีแชมป์โลก 2018 แต่สุดท้ายก็ต้องโดนทีมรองบ่อนอย่าง สวิตเซอร์แลนด์ เขี่ยตกรอบจากการดวลจุดโทษตัดสินในรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปแบบน่าเสียดาย

อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นครั้งที่ 3 แล้วสำหรับทัพตราไก่ ที่ต้องทนเหนื่อยต่อสู้จนถึงรอบต่อเวลาพิเศษ 120 นาที แต่กลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในศึกฟุตบอลโลก 2006 กับทีมชาติอิตาลี ส่วนครั้งที่สองเป็นเกมพ่าย โปรตุเกส ในนัดชิงยูโร 2016 นั่นเอง

5. สวิตเซอร์แลนด์ เข้ารอบ 8 ทีมทัวร์นาเมนท์ใหญ่เป็นครั้งแรกในรอบ 67 ปี

Granit Xhaka
France v Switzerland - UEFA Euro 2020: Round of 16 / Justin Setterfield/Getty Images

เกมการแข่งขันระหว่าง สวิตเซอร์แลนด์ vs ฝรั่งเศส ที่เพิ่งจบไปนั้นถือเป็นอีกหนึ่งแมตช์สุดเดือดที่คอลูกหนังจะต้องจดจำไปอีกนานแสนนาน เพราะมีช็อตสำคัญ ๆ ระดับพลิกโลกเกิดขึ้นอยู่หลายครั้ง

นับตั้งแต่การออกนำก่อนของ สวิตเซอร์แลนด์ จนโดน ฝรั่งเศส ยิงรัว 2 เม็ดใน 2 นาทีพลิกแซง ก่อนที่ พอล ป็อกบา จะตะบันไกลสุดสวยทิ้งห่างเป็น 3-1 ในช่วงครึ่งหลัง จากนั้นเป็นทัพแดนนาฬิกาที่ยังไม่ถอดใจจนยิงตีเสมอ 3-3 ได้ทันก่อนหมดเวลา 90 นาที

และในการดวลจุดโทษตัดสิน ก็เป็นทางวันเดอร์คิดชื่อก้องอย่าง คีเลียน เอ็มบัปเป ที่รับหน้าที่เป็นมือสังหารคนสุดท้ายให้ฝรั่งเศส แต่ดันยิงไม่เข้าจนทำให้ สวิตเซอร์แลนด์ เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกในรอบ 67 ปีสำหรับทัวร์นาเมนท์ใหญ่ไปแบบปาฏิหาริย์

6. โครเอเชีย vs สเปน มีสกอร์รวมสูงสุดอันดับ 2 บนหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลยูโร

Alvaro Morata
Croatia v Spain - UEFA Euro 2020: Round of 16 / Stuart Franklin/Getty Images

เกมคู่ระหว่าง โครเอเชีย vs สเปน ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายนั้นเป็นอีกหนึ่งแมตช์ที่มีความมันส์ระดับ 5 ดาว

เพราะนอกจากผลัดกันยิงรัวจนเสมอ 3-3 ก่อนหมดเวลา 90 นาทีจนต้องไปตัดสินกันในช่วงต่อเวลาพิเศษ ซึ่งผลจบลงด้วยชัยชนะของทัพกระทิงดุด้วยสกอร์ 5-3 ยังส่งผลให้กลายเป็นแมตช์ที่มีสกอร์รวมสูงสุดอันดับ 2 ของประวัติศาสตร์ฟุตบอลยูโรอีกด้วย (รวม 8 ประตู)

โดยอันดับหนึ่งนั้นเป็นเกมที่ ยูโกสลาเวีย เฉือนชนะ ฝรั่งเศส แบบสุดมันส์ด้วยสกอร์ 5-4 ในศึกรอบรองชนะเลิศ ยูโร 1960 หรือเมื่อ 61 ปีก่อนนั่นเอง

7. เปดรี ทำเข้าประตูตัวเองจากระยะไกลที่สุดในประวัติศาสตร์ยูโร

Pedri
Croatia v Spain - UEFA Euro 2020: Round of 16 / Stuart Franklin/Getty Images

เกมคู่ระหว่าง โครเอเชีย vs สเปน นอกจากจะมีความมันส์ระดับ 5 ดาวแล้วยังมีประเด็นเด็ด ๆ ให้พูดถึงตามหลังอีกเพียบ และการทำเข้าประตูตัวเองของ เปดรี วันเดอร์คิดสายเลือดกระทิงดุเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในนาทีที่ 20 ซึ่ง เปดรี พยายามส่งคืนหลังไปให้ผู้รักษาประตูจากบริเวณกลางสนาม แต่สุดท้ายกลายเป็นความผิดพลาด บอลกระดอนพื้นผ่านผู้รักษาประตูเข้าไปแบบงง ๆ เพราะทาง โครเอเชีย เองก็คงไม่คิดว่าตัวเองจะขึ้นนำแบบนี้

สุดท้าย ลูกนี้ก็กลายเป็นสถิติการทำเข้าประตูตัวเองที่มีระยะทางไกลสุดบนหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลยูโรที่ 49 หลา แถมเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นจากนอกกรอบเขตโทษซะด้วย

8. มีการทำเข้าประตูตัวเองมากที่สุด

Mats Hummels
France v Germany - UEFA Euro 2020: Group F / Matthias Hangst/Getty Images

เมื่อพูดถึงเรื่องการทำเข้าประตูตัวเองแล้ว นอกเหนือจากประตูประวัติศาสตร์ของ เปดรี จากทีมชาติสเปน ที่เพิ่งพูดถึงกันในหัวข้อก่อนหน้า ศึกฟุตบอลยูโร 2020 ยังมี Own Goal เยอะมากที่สุดจนเป็นสถิติใหม่อีกด้วย

เพราะหากนับรวมตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มทุกคู่จนถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่เพิ่งจบไป มีการทำเข้าประตูตัวเองรวมทั้งหมด 9 ครั้ง จากนักเตะ 9 คนได้แก่ แมตส์ ฮุมเมลส์, เมรีห์ เดมิรัล, รูเบน ดิอาส, ราฟาเอล เกอร์เรย์โร, วอยเชียค เชสซ์นี, ลูคัส ฮราเดคกี, มาร์ติน ดูบราฟก้า และ ยูราจ์ คุชก้า

สำคัญคือยังเหลือเกมรอบ 8 ทีมสุดท้าย, รอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ อยู่อีก ฉะนั้นมาลุ้นกันดีกว่าสถิติที่ไม่น่าจดจำนี้จะถูกบวกเพิ่มอีกมากน้อยแค่ไหน

9. สเปน เป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่ยิงได้ 5 ประตู 2 นัดติด

Cesar Azpilicueta
Croatia v Spain - UEFA Euro 2020: Round of 16 / Hannah McKay - Pool/Getty Images

สำหรับฟุตบอลทัวร์นาเมนท์ใหญ่ ๆ การยิงประตูเยอะ ๆ ในแต่ละนัดนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นบ่อย ๆ โดยเฉพาะเกมระดับทีมชาติ ซึ่งอาจเพราะหลาย ๆ ปัจจัยด้วยกัน

แต่สำหรับทีมชาติสเปนในศึกฟุตบอลยูโร 2020 พวกเขาสร้างประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งเอาไว้ด้วยการเป็นทีมแรกที่ยิงได้มากถึง 5 ประตูติดต่อกัน 2 นัด

โดยแมตช์แรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน เป็นการถล่ม สโลวาเกีย 5-0 ในเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ต่อด้วยการเฉือนชนะ โครเอเชีย 5-3 จาก 2 ประตูดับฝันคู่แข่งตอนช่วงต่อเวลาพิเศษ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน นั่นเอง

10. อิตาลี ไม่แพ้ใครติดต่อกัน 31 นัดรวมทุกรายการ

Roberto Mancini
Italy v Austria - UEFA Euro 2020: Round of 16 / Claudio Villa/Getty Images

หลังจากที่ทีมชาติอิตาลีไม่ได้ไปเล่นในศึกฟุตบอลโลก 2018 แบบสุดช็อค พวกเขาก็ดึงตัว โรแบร์โต มันชินี เข้ามารับงานกุนซือ ซึ่งตอนแรก ๆ หลายคนแอบไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าจะไปรอด แต่สุดท้ายเขาได้สร้างยุคสมัยใหม่ให้ทัพอัซซูรีได้สำเร็จ

หลังจากนั้น อิตาลี ก็มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเล็กน้อย จากที่เคยเน้นตั้งรับให้เหนียวแน่นตามสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ มันโช่ เติมมิติการสร้างสรรค์จังหวะบุกหลากหลายรูปแบบเข้าไป จนทำให้พวกเขาเดินหน้าคว้าผลการแข่งดี ๆ ต่อเนื่องทั้งเกมอุ่นเครื่องหรือแข่งขันจริง แถมยังเอาชนะได้ทั้ง 10 นัดจาก ยูโร 2020 รอบคัดเลือก ซึ่งถือเป็นผลงานที่ยากจะมีใครทำสำเร็จ

และหลังจากที่ อิตาลี เอาชนะ ออสเตรีย ได้ในเกม ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้ายก็ทำให้พวกเขาทุบสถิติเดิมที่เคยจารึกไว้ในช่วงปี 1935-1939 (ไม่แพ้ติดต่อกัน 30 นัด) ซึ่งก็ต้องมาลุ้นกันว่าเกมกับ เบลเยียม ในรอบรองชนะเลิศ จะเพิ่มสถิติออกไป หรือหยุดลงเพียงเท่านี้


สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น!

*ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด

facebooktwitterreddit